เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 69 เวลา 10.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ พ.ศ. 2569 โดยมี นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ พร้อมด้วยส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมจัดงานเฉลิมฉลองเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ โดยกระทรวงมหาดไทยได้ร่วมจัดกิจกรรมบริเวณตรงข้ามประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล ริมถนนราชดำเนินนอก หน้ากระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ เมื่อเวลา 12.00 น. นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมรับประทานอาหารกับเด็ก ๆ ที่เป็นบุตรของวีรบุรุษผู้สละชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วย
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผู้ใหญ่ใจดีทุกคนมีความตื่นเต้นและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้การต้อนรับเยาวชนของชาติในการร่วมสร้างความทรงจำที่ทำเนียบรัฐบาล รวมถึงสถานที่ราชการพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศ เพื่อให้ลูกหลานได้บันทึกภาพความทรงจำ อาทิ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี การทดลองเป็นโฆษกรัฐบาล และร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผู้ใหญ่ใจดีได้จัดกิจกรรมโดยนำสิ่งของและการละเล่น รวมถึงอาหาร อาหารว่าง เครื่องดื่มต่าง ๆ มาร่วมให้บริการและสร้างความสนุกกับลูก ๆ หลาน ๆ ทุกคน
“วันเด็กฯ ทุกปี นายกรัฐมนตรีต้องมอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ โดยปีนี้ขอให้เด็กทุกคน “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” ซึ่งเป็นคำขวัญที่เรียบง่าย จำง่าย และเด็กทุกวัยสามารถเข้าใจได้ ซึ่งคำว่า รักชาติไทย ตนเชื่อว่าเด็กไทยทุกคนมีความรักชาติอยู่แล้ว และตั้งใจประพฤติตนเป็นคนดี เคารพกฎหมาย ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง ให้กับส่วนรวมเพื่อประเทศของเรา และนอกจากเราเป็นพลเมืองไทยแล้ว เรายังต้องเป็น “พลเมืองของโลก” ด้วย เพราะโลกในปัจจุบันมีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามสภาพการต่าง ๆ ทำให้เราจึงต้องใส่ใจโลก ต้องมีความสามารถเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมของโลก เข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรม รู้เท่าทันเทคโนโลยี ต้องไม่พูดภาษาไทยแค่ภาษาเดียวหรือภาษาอังกฤษเพียงภาษาเดียว ขั้นต่ำต้อง 2 ภาษา เราส่งเสริมให้ลูก ๆ หลาน ๆ ต้องเข้าถึงการศึกษาที่สามารถทำให้มีความเชี่ยวชาญในภาษาต่างประเทศ เพื่อที่จะทำให้สามารถมีโลกทัศน์ที่กว้างไกลมากยิ่งขึ้น สามารถพูดจากับชาวต่างชาติ เจรจาความต่าง ๆ กับประเทศใด ๆ ในโลกนี้ก็ได้ เพื่อนำประโยชน์และสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยที่รักของเรา“
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เราต้องเคารพกติกาของโลกไม่ใช่เพียงแต่กฎหมายของไทย เมื่อโตขึ้น ขอให้เด็ก ๆ ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของโลกด้วย ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสิทธิมนุษยชน และปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย ตามช่วงวัยและศักยภาพของพวกเรา ดังนั้น คำว่า “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” เราต้องร่วมกันปลูกฝังให้เด็กไทยเป็นพลเมืองที่ดีของชาติและสามารถยืนหยัดโดดเด่นได้ในฐานะพลเมืองของโลกด้วย ช่วยกันดูแลเด็กและเยาวชนให้มีความปลอดภัย เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดี มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาให้สูงที่สุดเท่าที่เขาจะสามารถเล่าเรียนได้ ให้เขาอยู่ในสังคมที่เป็นมิตร สังคมแห่งความสงบ สังคมที่ใฝ่หาสันติภาพ เพื่อจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพสูง มีศักยภาพสูง สามารถนำพาประเทศไทยของเรา พัฒนาประเทศไทยของเราให้เจริญก้าวหน้า และไม่มีวันที่แพ้ประเทศใด ๆ ในโลก เพราะ “เด็กไทยทุกคนมีความสามารถ มีศักยภาพ ไม่แพ้ใครแน่นอน และเก่งทุกคน”
“ขอฝากให้เด็กไทยทุกคนได้ใช้ความรู้ความสามารถ ใครอยากทำอะไร “ทำ” ถ้าเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ไม่ผิดศีลธรรม ก็ทำอย่างเต็มที่ กล้าที่จะแสดงออก มีดีอะไรต้องเอาออกมาให้คนเขาเห็น เพื่อที่จะได้ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ และทำให้ทุกคนยึดถือเป็นแบบอย่าง รวมถึงบุตรของท่านวีรบุรุษผู้เสียสละเพื่อชาติ ขอให้ได้นำแนวทางของท่านมาเป็นหลักในการปกป้องบ้านเมือง พัฒนาบ้านเมืองให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง” นายกรัฐมนตรี กล่าวในช่วงท้าย
ขณะที่ในวันนี้ที่หอประชุมคุรุสภา คณะกรรมการสภานักเรียนระดับประเทศ ได้นำเสนอข้อคิดเห็นจากการหลอมรวมความคิดเห็นของประธานสภานักเรียนทั่วประเทศต่อท่านนายกรัฐมนตรีผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้แนวคิด “TSC ทำความดีเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” โดยใน “ด้านการทำความดีเพื่อชาติ” ได้แก่ 1. การทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับความคิดเห็นเพื่อประเทศชาติ 2. การจัดกิจกรรมเสริมสร้างความเป็นพลเมืองวิถีประชาธิปไตยที่เข้าใจสิทธิ หน้าที่ ความโปร่งใส และความยุติธรรม 3. การพิทักษ์ทรัพยากรชาติด้วยการอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า 4. การมีจิตสาธารณะเพื่อสังคมและส่งกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่วนรวม ใน “ด้านการทำความดีเพื่อศาสนา” ได้แก่ 1. การปฏิบัติตนโดยส่งเสริมให้ศาสนิกชนได้นำศาสนกิจมาใช้ในชีวิตประจำวัน 2. การเผยแพร่ รักษา และส่งต่อหลักธรรมคำสอนที่ถูกต้อง 3. การดูแลทำนุบำรุงศาสนสถานและผู้นำทางศาสนาและ 4. การสืบสาน รักษา ประเพณี และพิธีกรรมในวันสำคัญทางศาสนาส่งต่อรุ่นสู่รุ่น ทำให้หลักธรรมของศาสนาเข้าถึงง่ายและสนองตอบชีวิตประจำวันเพื่อเป็นรากฐานการแก้ไขปัญหาสังคมและสร้างพลังบวกให้กับประเทศชาติ และ “ด้านการทำความดีเพื่อพระมหากษัตริย์” ผ่านกิจกรรม “TSC ภักดีด้วยหัวใจ” ผ่านแพลตฟอร์มสมัยใหม่ที่เข้ากับชีวิตเด็กรุ่นใหม่ รวมถึงกิจกรรมในโรงเรียน ได้แก่ 1. การน้อมนำแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการสร้างความมั่นคงในชีวิต 2. การพัฒนาทักษะชีวิตโดยฝึกฝนตนเองให้มีวินัยในงานที่ทำและสามารถประกอบอาชีพได้ 3. การเข้าร่วมกิจกรรมในวันสำคัญของชาติ และ 4. การน้อมนำพระราชดำริ และพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตตนเอง
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 18/2569 วันที่ 11 ม.ค. 2569
