วันนี้ (15 ม.ค. 69) เวลา 09.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ประธานกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น เป็นประธานประชุมมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนคณะกรรมการมาตรฐานจริยธรรมพนักงานส่วนท้องถิ่นประจำจังหวัด โดยมี นายวัลลภ พริ้งพงษ์ ประธานอนุกรรมการจริยธรรมพนักงานส่วนท้องถิ่น นายธนนท์ พรรพีภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และคณะกรรมการมาตรฐานจริยธรรมพนักงานส่วนท้องถิ่นประจำจังหวัดทุกจังหวัด เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชบพิธ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย และผ่านระบบวิดีทัศน์ทางไกล (VCS)
นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เลขาธิการ ก.พ. เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งทุกท่านล้วนเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในหลากหลายด้าน และมีบทบาทสำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะกรรมการมาตรฐานจริยธรรมพนักงานส่วนท้องถิ่นให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
“ตนเคยได้รับโอกาสให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงาน ก.ถ. ซึ่งขณะนั้น นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนับเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่า โดยได้ร่วมดำเนินการปรับเปลี่ยนระบบตำแหน่งของข้าราชการส่วนท้องถิ่นจากระบบ “ซี” เป็นระบบ “แท่ง” ทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีสถานะเทียบเท่าข้าราชการพลเรือน และต่อมาได้มีการขยายเพดานเงินเดือนขั้นสูงของข้าราชการส่วนท้องถิ่นให้สูงกว่าข้าราชการพลเรือน ตามมติคณะกรรมการ ก.ถ. ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและอำนาจหน้าที่ที่สำคัญของคณะกรรมการฯในการกำกับดูแลการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นในทุกมิติ” นายอรรษิษฐ์ กล่าว
นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อไปอีกว่า เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมาตรฐานจริยธรรมพนักงานส่วนท้องถิ่นให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของประเทศที่ประชาชนให้ความคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง เรื่องคุณธรรม ความโปร่งใส และธรรมาภิบาล เป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีความใกล้ชิดกับประชาชน โดยได้กล่าวถึงพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2529 ความว่า “…การทำความดีนั้น โดยมากเป็นการเดินทวนกระแสความพอใจและความต้องการของมนุษย์ จึงทำได้ยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ ความชั่ว ซึ่งทำได้ง่ายจะเข้ามาแทนที่ แล้วจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว…” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพระองค์ให้ความสำคัญกับข้าราชการในการทำความดี และทรงย้ำให้เห็นถึงแนวทางต่อข้าราชการทุกระดับ โดยเฉพาะข้าราชการส่วนท้องถิ่น มีมาตรฐานจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด
“คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนข้าราชการกระทรวงมหาดไทย โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งถือว่าเป็นผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัด ทำหน้าที่รองประธาน ท้องถิ่นจังหวัดในฐานะฝ่ายเลขานุการ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน ขับเคลื่อน ติดตาม และรายงานผลการดำเนินงานต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อให้การป้องกันและลดปัญหาการทุจริตในพื้นที่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด “จุดแตกหักอยู่ในระดับพื้นที่” หากสามารถลดปัญหาในพื้นที่ได้ หน่วยงานราชการส่วนกลางก็จะมีภาระลดลง ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลัง และขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำชับ เน้นย้ำให้ท้องถิ่นจังหวัดให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนมาตรฐานจริยธรรมอย่างจริงจัง พร้อมทั้งรายงานผลการดำเนินงานมายังสำนักงาน ก.ถ. ว่าแต่ละจังหวัดมีแนวทางการดำเนินงาน ทิศทาง ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคอย่างไร” นายอรรษิษฐ์ กล่าว
นายอรรษิษฐ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า ขอให้ทุกจังหวัดให้ความสำคัญกับมาตรฐานจริยธรรมและการต่อต้านการทุจริต ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง รวมถึงการกำกับดูแลหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้แทนประชาชน ซึ่งเป็นกลไกที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ให้ร่วมกันพัฒนาท้องถิ่นให้เกิดความเจริญก้าวหน้า สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจแก่พี่น้องประชาชน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติโดยรวม
ด้าน นายวิบูลย์ ประธาน ก.ถ. ได้กล่าวถึงความสำคัญของคณะกรรมการ ก.ถ. โดยมีใจความสำคัญว่า คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 โดยมาตรา 30 กำหนดให้มีคณะกรรมการดังกล่าวเป็นคณะกรรมการกลางที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ได้แก่ กรรมการโดยตำแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน ซึ่งผ่านการคัดเลือกและเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้ง รวมถึงกรรมการผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 5 รูปแบบ ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ประกอบด้วยกลไกการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ คณะอนุกรรมการจริยธรรมพนักงานส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการมาตรฐานจริยธรรมพนักงานส่วนท้องถิ่นประจำจังหวัด และคณะกรรมการมาตรฐานจริยธรรมประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนและกำกับดูแลการปฏิบัติงานด้านจริยธรรมของพนักงานส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งนี้ การดำเนินงานด้านมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว อยู่ภายใต้กรอบการกำกับของคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม (ก.ม.จ.) โดยมีเลขาธิการ ก.พ. ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 และมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ
“ที่ผ่านมา คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นได้ดำเนินงานที่สำคัญหลายประการ อาทิ การออกประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น เรื่อง กำหนดมาตรฐานกลางการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 21) ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ว่าด้วยโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนพนักงานส่วนท้องถิ่น บัญชี 6 รวมถึงการจัดโครงการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการส่งเสริมจริยธรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นนทบุรี และเลย นอกจากนี้ ได้ดำเนินโครงการพัฒนาและส่งเสริมการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นเป็นการสร้างต้นแบบ อปท. ด้านการจัดทำแผน และการศึกษารูปแบบการบริหารงานบุคคลที่ดีของ อปท. เป็นต้น” นายวิบูลย์ กล่าว
นายวิบูลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องของคุณธรรมและความดีงามเปรียบเสมือนสิ่งละเอียดอ่อนที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมจริยธรรม คุณธรรม ความถูกต้อง โปร่งใส และหลักธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องยึดมั่นปฏิบัติทั้งต่อตนเองและต่อส่วนรวม หากการดำเนินงานต่าง ๆ เป็นไปด้วยความตั้งใจและแรงบันดาลใจที่ถูกต้อง จนก่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ประชาชนย่อมได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ทั้งนี้ แรงบันดาลใจดังกล่าวสามารถยึดถือจากพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ความว่า “…การปฏิบัติราชการนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานส่วนใด ในตำแหน่งหน้าที่ใด ก็ล้วนมีผลต่อชาติบ้านเมืองและประชาชนทั้งสิ้น ข้าราชการทุกฝ่าย ทุกระดับ ไม่ว่าจะกระทำการใด จึงต้องคิดให้ดี ให้รอบด้าน โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเสียก่อน แล้วปฏิบัติงานทุกอย่างให้ถูกต้องเหมาะสม ด้วยสติปัญญา ความสามารถ และใจที่สุจริตเป็นธรรม…”
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 39 2569 วันที่ 15 ม.ค. 2569
