เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 69 เวลา 16.50 น. ที่ห้องประชุมเสนาณรงค์ อาคารกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมด้วยส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม
นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้โดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ที่สร้างความสะเทือนใจต่อสังคมเป็นอย่างยิ่ง เพราะเกิดขึ้นในโรงเรียนซึ่งต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ดังนั้น รัฐบาลขอแสดงความห่วงใยและเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบทุกท่าน โดยวันนี้ได้มีการมอบเงินกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 1,000,000 บาท และเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา กระทรวงยุติธรรม จำนวน 200,000 บาท ให้แก่ครอบครัวท่าน ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร ผอ.โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ และทางกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษาฯ จะได้มอบทุนแก่บุตรของท่านจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ซึ่งตนขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัย ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และพื้นที่สาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก ทั้งนี้ การสร้างสังคมที่ปลอดภัยถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงรัฐบาล การทำงานอย่างบูรณาการและการมีส่วนร่วมของชุมชนจะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงในระยะยาว ขอให้เจ้าหน้าที่ติดตามการดำเนินคดี และขยายผลให้ถึงต้นตอของแรงจูงใจในการก่อเหตุ
นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยมาตรการเชิงรุกในระดับพื้นที่ 5 มาตรการ ได้แก่ 1. “การยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม” โดยให้กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดทำ “มาตรการรักษาความปลอดภัยเชิงรุกในโรงเรียน” ทั่วประเทศ ทั้งการประเมินความเสี่ยง การซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างจริงจังและต่อเนื่อง การจัดระบบเฝ้าระวัง และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ชุมชน และฝ่ายความมั่นคง เพื่อป้องกันและตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที 2. “การจัดการปัญหายาเสพติดเชิงรุก” โดยให้กระทรวงมหาดไทยเน้นย้ำผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัด (ศอ.ปส.จ.) บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ มุ่งลดจำนวนผู้เสพรายใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ควบคู่กับการรณรงค์สร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน เร่งค้นหาผู้ใช้ ผู้เสพ และผู้ติดยาเสพติด นำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟู อีกทั้งต้องปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดทุกระดับอย่างเด็ดขาด ตัดวงจรการแพร่ระบาดในหมู่บ้านและชุมชน 3. “การควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวดและจริงจัง” โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทย ทบทวนมาตรการควบคุมอาวุธปืนทั้งระบบ โดยยังคงมาตรการควบคุมอาวุธปืนทั้งระบบต่อไป 4. “การสร้างระบบเฝ้าระวังชุมชนเข้มแข็ง” โดยให้ทุกจังหวัดเสริมสร้างบทบาทของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายภาคประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการสอดส่องดูแลเด็ก และเยาวชนกลุ่มเสี่ยง สร้างกลไกแจ้งเตือนภัยในพื้นที่ พัฒนาชุมชนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยร่วมกัน และ 5. เพิ่มประสิทธิภาพด้านการข่าวอย่างเต็มศักยภาพ
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงนี้อยู่ในห้วงเทศกาลรอมฎอนของพี่น้องมุสลิม ขอให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและป้องกันการก่อเหตุสร้างสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติศาสนกิจของพี่น้องประชาชนชาวมุสลิม โดยให้หน่วยงานด้านความมั่นคงใช้กฎหมายที่มีอยู่ทั้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอสะบ้าย้อย นาทวี เทพา และอำเภอจะนะ ที่เป็นพื้นที่ที่เคยมีเหตุความไม่สงบเกิดขึ้น อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ครอบคลุมทั้งการป้องกัน ป้องปราม และสกัดกั้นการก่อเหตุความไม่สงบ โดยไม่ให้กระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน และบรรยากาศที่เอื้อต่อการท่องเที่ยวและการลงทุนของพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติสุขอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งอย่างสันติ และนำไปสู่การแก้ปัญหาในพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป
“ขอชื่นชมและให้กำลังใจกำลังพลด้านความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปฏิบัติหน้าที่ วางกลยุทธ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ “ด้านการข่าว” อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทั้งกลไก กอ.รมน.ภาค 4 กลไก กอ.รมน.จังหวัด บูรณาการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตควบคู่ไปด้วย เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน เพราะหากได้รับผลกระทบ พี่น้องประชาชนคือผู้ได้รับผลกระทบ เราต้องทำให้เสียงสะท้อนของประชาชนได้เกิดผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพ และขอให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับการดูแลสิทธิสวัสดิการ และขวัญกำลังใจของกำลังพลผู้ปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ รวมถึงการดูแลครอบครัวของเจ้าหน้าที่ ให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ซึ่งตนขอยืนยันว่า บุคคลในครอบครัวของกำลังพล และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จะยังคงได้รับสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลเสมือนกำลังพลและเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตนั้นยังรับราชการอยู่ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ และตนเชื่อมั่นว่า ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน เราจะสามารถร่วมกันดูแลพื้นที่ ให้มีความสงบเรียบร้อย ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหา และพัฒนาพื้นที่ให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยต่อไป“
นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้รับรายงานว่า ในวันนี้ได้มีการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในเรื่องการเยียวยาน้ำท่วม ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ให้ความเห็นชอบเงินเยียวยากรณีภัยพิบัติน้ำท่วม หลังคาเรือนละ 9,000 บาท วงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้เร่งประสานกับอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เร่งโอนให้กับครัวเรือนที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วโดยทันที และรายงานให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเพื่อรายงานเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบต่อไป นอกจากนี้ ในเรื่องของการป้องกันเหตุอุทกภัยในอนาคต จะต้องมีการถอดบทเรียนอย่างหนัก ทั้งจังหวัดสงขลา และทุกจังหวัดใกล้เคียง ครอบคลุมทั้งเรื่องการดูแลผู้ป่วยติดเตียงและผู้อยู่ในภาวะพึ่งพิง มีการบริหารจัดการลำเลียงอาหารและเครื่องดื่มไปให้ประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่ และจะต้องมีการซีลพื้นที่ จัดทำกำแพงกั้นน้ำถาวรพื้นที่สำคัญ โดยเฉพาะ “โรงพยาบาล” ที่ต้องดูแลผู้ป่วยตลอดเวลา ทั้งนี้ หากเราพิจารณาในด้านงบประมาณเยียวยาผู้ประสบภัยปีละ 40,000 ล้านบาท ซึ่งประชาชนได้รับเงินเพียงครัวเรือนละ 9,000 บาท มันไม่เพียงพอ และประชาชนก็ไม่ได้ปรารถนาที่จะได้รับในทุกปี ดังนั้น ตนจึงได้สั่งการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้เร่งดำเนินการด้านการบริการจัดการน้ำ ก่อสร้างพนังกั้นน้ำและทางระบายน้ำถาวร (Floodway) เพื่อการป้องกันเหตุอุทกภัยถาวรในอนาคตต่อไป
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 152/2569 วันที่ 18 ก.พ. 2569
