วานนี้ (25 ก.พ. 69) เวลา 10.00 น. ห้องประชุมทวารดี (403) ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามการดำเนินงานแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยมี นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายสัญญา นามี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ร้อยตำรวจตรี สัณฐิติ ธรรมใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก นางปนัดดา ภู่เจริญศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 3 ปราจีนบุรี ว่าที่ร้อยตรี ทนงศักดิ์ สุวรรณเตมีย์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปราจีนบุรี ส่วนราชการในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ร่วมคณะรวมถึงมีผู้แทนจากส่วนราชการจังหวัดนครนายกร่วมสังเกตการณ์
นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มีปัญหาที่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนคนไทยเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะช่วงเดือนมกราคม – เมษายน มักจะเกิดปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในหลายพื้นที่ ถือเป็นความท้าทายระดับประเทศที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความห่วงใยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างจริงจัง ได้สั่งการให้ทุกส่วนราชการบูรณาการความร่วมมือเดินหน้ามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเต็มกำลัง เพื่อสร้างอากาศสะอาดให้ประชาชน
โดยในวันนี้ได้มาติดตามการดำเนินงานแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ถือว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ขับเคลื่อนมาตรการควบคุมการเผาและบูรณาการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในระดับพื้นที่แบบเชิงรุกที่มุ่งแก้ไขปัญหาที่ต้นตอของฝุ่น PM2.5 ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การบริหารจัดการไฟป่า การลดการเผาในพื้นที่เกษตร และการควบคุมมลพิษในเขตเมืองและเขตอุตสาหกรรม สามารถลดปัญหาตั้งแต่ต้นทางได้อย่างเป็นรูปธรรมและผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ ถือเป็นโมเดลต้นแบบ (Best Practice) ของการบริหารจัดการคุณภาพอากาศระดับพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน รวมถึงยังมีการกำหนดมาตรการคุมเข้มการเผาทุกชนิดในพื้นที่ชุมชนอย่างเข้มข้น ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 30 เม.ย. 69 และเข้มงวดมาตรการทางกฎหมายสั่งปรับดำเนินคดีผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ พบว่า จังหวัดปราจีบบุรีได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเศษวัสดุพื้นที่การเกษตร เพื่อลดการเผาในพื้นที่ ภายใต้ยุทธการ “ดึงฟางออกจากไฟ” โดยความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครในการสนับสนุนรถแทรกเตอร์และเครื่องอัดฟาง เพื่อช่วยเกษตรกรลดการเผาในที่โล่งอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งได้มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด จัดทีมเผชิญเหตุปฏิบัติการควบคุมไฟป่าและป้องกันพื้นที่เพื่อควบคุมแนวไฟไม่ให้ลุกลามสู่พื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น ชุมชน และประชาชนในพื้นที่ในการขับเคลื่อนมาตรการสำคัญของจังหวัด สะท้อนการบริหารจัดการอย่างเป็นองค์รวมในทุกมิติ เพื่อเป้าหมายในการสร้างอากาศให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
“เพื่อขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและแกไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ให้เป็นไปอย่างเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผมขอเน้นย้ำให้ทุกจังหวัดดำเนินการโดยอาศัยกลไกท้องที่ ท้องถิ่น ในการเฝ้าระวังสถานการณ์และรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ให้เกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา PM2.5 โดยเฉพาะการสื่อสารเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเผาในพื้นที่เกษตรและชุมชน และให้ความร่วมมือกับมาตรการของภาครัฐ สำหรับพื้นที่ที่มีสถานการณ์ไฟป่า ให้จังหวัดบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้าควบคุมไฟแเพื่อสกัดกั้นการลุกลามให้อยู่ในวงจำกัด และจัดกำลังเฝ้าระวังป้องกันในพื้นที่ต่อเนื่อง พร้อมประสานอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ เพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนเพื่อหยุดยั้งการลักลอบเผาในพื้นที่ ทั้งนี้ หากสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่มีแนวโน้มสูงขึ้นหรือเกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ให้ยกระดับการปฏิบัติแก้ไขปัญหาในทุกมิติอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ สำหรับพื้นที่ที่มีผลการดำเนินงานที่ดี (Best Practices) ให้ขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นให้ประสบความสำเร็จเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะการเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดการเผา ส่งเสริมการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์ อีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อีกทางหนึ่งด้วย” นายศักดิ์ดา รมช.มท. กล่าวกำชับ
ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดยศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 3 ปราจีนบุรี ได้สนับสนุนทีมปฏิบัติการพร้อมด้วยเครื่องจักรกลสาธารณภัยในการป้องกัน แก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 รวมถึงภัยแล้ง เพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือกับปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี รวม 7 รายการ 22 หน่วย อาทิ รถบรรทุกน้ำขนาดต่าง ๆ รถยนต์กู้ภัยเคลื่อนที่เร็วพร้อมอุปกรณ์ รถดับไฟป่าพร้อมอุปกรณ์ ยานยนต์ดับเพลิงพร้อมระบบควบคุมระยะไกล ซึ่งได้ร่วมสนับสนุนการปฏิบัติการสู้ฝุ่นของจังหวัดในพื้นที่เขตรับผิดชอบอย่างเต็มกำลัง
ส่วนในช่วงบ่าย คณะนายศักดิ์ดา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปยังอำเภอประจันตคาม เพื่อชมการสาธิตตัดตอซังและฟางข้าวน้ำลึก ด้วยเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ณ หมู่ที่ 3 บ้านเกาะลอย ตำบลเกาะลอย อำเภอประจันตคาม ต่อจากนั้น เดินทางไปชมสาธิตการต่อยอดฟางข้าวสู่กิจกรรม “ฟางมาปลาโต” ซึ่งเป็นการนำฟางข้าวมาใช้เป็นอาหารและแหล่งสร้างระบบนิเวศในแหล่งน้ำ เพื่อช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงปลาและร่วมปล่อยพันธุ์ปลา ณ หมู่ที่ 3 บ้านหนองกระจับ ตำบลเกาะลอย อำเภอประจันตคาม และปิดท้ายด้วยการเดินทาวไปชมเครื่องผลิตแท่งเชื้อเพลิงจากฟางข้าว ณ องค์การบริหารส่วนตำบลประจันตคาม หมู่ที่ 1 ตำบลประจันตคาม อำเภอประจันตคาม
“ผมต้องขอขอบคุณจังหวัดปราจีนบุรี และหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ร่วมกันดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการการทำงานอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพของทุกภาคส่วน ซึ่งทุกกิจกรรมที่ได้ดำเนินการล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการคืนอากาศสะอาดให้แก่ประชาชน นำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทุกคน” นายศักดิ์ดา กล่าวทิ้งท้าย
ข้อมูล : กรม ปภ.
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 173/2569ท วันที่ 26 ก.พ. 2569
