วันนี้ (24 เม.ย. 69) เวลา 11.30 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานการประปานครหลวง (กปน.) พร้อมตรวจเยี่ยมศูนย์ควบคุมระบบผลิตน้ำจ่ายประชาชน และกระบวนการผลิตน้ำประปาโรงงานผลิตน้ำบางเขน โดยมี นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านบริหาร นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ประธานกรรมการการประปานครหลวง พร้อมคณะกรรมการการประปานครหลวง นางสาวสุวรา ทวิชศรี ผู้ว่าการการประปานครหลวง คณะผู้บริหาร และพนักงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับฟัง ณ ห้องประชุมอาคารสุทธิอุทกากร การประปานครหลวง สำนักงานใหญ่ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ
นายพลพีร์ กล่าวว่า ขอขอบคุณและชื่นชมการประปานครหลวง ในการขับเคลื่อนพัฒนาการให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้บริการด้านสาธารณูปโภค การมาพบปะและเยี่ยมชมการประปานครหลวงในวันนี้ เพื่อมาให้กำลังใจทุกท่าน รวมถึงรับรู้รับฟังปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการ ซึ่งพวกเราในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ช่วยกันทลายข้อจำกัดและปัญหาในการบริการประชาชน จึงขอเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการขับเคลื่อน รวมถึงบูรณาการทุกหน่วยงานอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดถึงประชาชน
“ขอให้การประปานครหลวง “ลั่นระฆัง” ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงการให้บริการในทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการ กปน. กว่า 12 ล้านคน ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้รับรู้รับทราบถึงภารกิจที่เราทำเพื่อดูแลประชาชนทุกวัน สิ่งสำคัญคือคุณภาพของน้ำ การทำให้ประชาชนได้มีน้ำสะอาดเพียงพอ เพราะทุกคนในที่นี้จำเป็นต้องใช้น้ำในการอุปโภคและบริโภคในทุกวัน การที่เรานำเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นระบบที่ช่วยมอนิเตอร์คุณภาพน้ำ ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพและมาตรฐานของเรา“
นายพลพีร์ กล่าวต่อว่า การประปานครหลวงต้องเป็น Service Provider ในด้านอื่น ๆ ที่ไม่เพียงแค่บริการน้ำประปา แต่รวมถึงการบำบัดน้ำ และการยกระดับคุณภาพของน้ำ ซึ่งเรามีเทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่แล้ว ทุกท่านต้องทำให้ประชาชนรับรู้ในเรื่องดังกล่าว เช่นเดียวกับจำนวนการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันของ กปน. (MWA) นั่นคือความตระหนักรู้ (Awareness) ของประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการบริการของ กปน. และจะช่วยขยายผลการเป็น Service Provider เพื่อบริการพี่น้องประชาชนให้เหมาะสมกับภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่าย ซึ่งรายได้และผลกำไรตรงนี้ ส่วนหนึ่งต้องแบ่งไปทำ CSR เพื่อสังคม ขอให้ทุกท่านมุ่งมั่นต่อไปและไม่หยุดการพัฒนาบริการเพื่อประชาชน
ด้าน นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า ขอขอบคุณผู้บริหารการประปานครหลวงที่นำเยี่ยมชมระบบผลิตน้ำ และขอชื่นชมที่มีวิสัยทัศน์ “ประปาคุณภาพ เพื่อชีวิตที่ดี” โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการรักษาระดับคุณภาพมาตรฐานการผลิตน้ำประปาตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อให้บริการประชาชนกว่า 12 ล้านคนในเขตบริการ (กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ) ให้มีน้ำประปาที่สะอาด ปลอดภัย เพียงพอ และต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้เพื่ออำนวยความสะดวกและยกระดับการให้บริการได้อย่างน่าประทับใจ เพื่อให้การดำเนินงานของ กปน. สอดรับกับสถานการณ์โลกที่ผันผวน ตลอดจนตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างยั่งยืน พร้อมมอบแนวทางการขับเคลื่อนงานการประปานครหลวง
“การประปานครหลวงต้องมุ่งเน้นการผลิตน้ำประปาที่ได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อให้ประชาชนได้อุปโภคบริโภคน้ำที่สะอาดและปลอดภัย ทั้งนี้ ควรพิจารณาเพิ่มจุดให้บริการน้ำดื่มสะอาดในพื้นที่ชุมชนกลุ่มเปราะบาง โดยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและช่วยลดรายจ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชน ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการระบบประปาและบริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยนำ Big Data และ AI มาขยายผลเพื่อคาดการณ์คุณภาพน้ำดิบและบริหารจัดการน้ำร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ตลอดจนบูรณาการฐานข้อมูลแบบเปิด (Open Data) ตามหลักปฏิบัติของ OECD เพื่อความโปร่งใสและสนับสนุนนโยบาย ‘ราชการทันใจ’ ของรัฐบาล” นายเจเศรษฐ์ กล่าว
นายเจเศรษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กปน. ต้องพร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตอย่างเป็นมืออาชีพ ด้วยการยกระดับระบบการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วม ภาวะน้ำเค็มหนุน หรือภัยคุกคามทางไซเบอร์ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมกันนี้ ควรติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบและกำหนดมาตรการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเน้นการบูรณาการการทำงานร่วมกับทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะหน่วยงานภายใต้กระทรวงมหาดไทย
เพื่อให้การบริการประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสนับสนุนภารกิจสำคัญของรัฐบาลในมิติของการพัฒนาอย่างยั่งยืน การประปานครหลวงจะต้องก้าวไปสู่การเป็นองค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) พร้อมสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG Model) เพื่อลดรายจ่ายด้านพลังงาน ที่สำคัญคือต้องส่งเสริมการบริหารงานด้วยความโปร่งใส ปราศจากการทุจริต ยึดหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด และสร้างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ตรวจสอบได้
“ขอขอบคุณและขอเป็นกำลังใจให้คณะกรรมการ ผู้ว่าการ ผู้บริหาร และบุคลากรของการประปานครหลวงทุกท่าน ในการปฏิบัติหน้าที่ให้บริการประชาชน เราก็คือประชาชน ทำงานมุ่งประโยชน์สูงสุดเพื่อประชาชน ขอบคุณที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงภัยพิบัติ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประปานครหลวงจะนำนโยบายและแนวทางเหล่านี้ไปขับเคลื่อนภารกิจให้สำเร็จลุล่วง เพื่อบรรลุเป้าหมายขององค์กรและปณิธานของกระทรวงมหาดไทยในการ ‘บำบัดทุกข์ บำรุงสุข’ ให้กับประชาชนต่อไป” นายเจเศรษฐ์ กล่าวในช่วงท้าย
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 373/2569 วันที่ 24 เม.ย. 69
