วันนี้ (30 มิ.ย. 69) เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมราชสีห์ ชั้น 2 ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำหนดและปรับปรุงพื้นที่เขตการปกครองของจังหวัดทางทะเล ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายเจนกิจ เชฏฐวาณิชย์ รองอธิบดีกรมที่ดิน นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายสุพจน์ ภู่รัตนโอภา รองอธิบดีกรมป่าไม้ นายอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นางบุญฑริก หิรัญบูรณะ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย พลตรี ทัดเทพ บุญน่วม ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักนโยบายและแผนกลาโหม กระทรวงกลาโหม ตลอดจนผู้แทนจากกรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร กระทรวงยุติธรรม สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กรมประมง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม
นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ภารกิจการกำหนดและปรับปรุงพื้นที่เขตการปกครองของจังหวัดทางทะเลเป็นภารกิจสำคัญที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 โดยบูรณาการสอดคล้องกับแผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พ.ศ. 2558 – 2564 ซึ่งสภาความมั่นคงแห่งชาติได้กำหนดให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดเขตพื้นที่ปกครองทางทะเล ประกอบกับพระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้ยึดถือหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานสากลในการจัดทำแนวเขต โดยกำหนดเขตการปกครองทางทะเลกว้าง 12 ไมล์ทะเล ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 พร้อมทั้งใช้แผนที่เดินเรือของกรมอุทกศาสตร์เป็นแผนที่ฐาน (Base Map) เพื่อให้เกิดความชัดเจน เป็นมาตรฐานเดียวกัน และสามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการบริหารราชการ การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตลอดจนรองรับการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“การดำเนินการกำหนดและปรับปรุงพื้นที่เขตการปกครองของจังหวัดทางทะเล ปัจจุบันมีคู่จังหวัดที่ต้องจัดทำแนวเขตทางทะเลจำนวน 21 คู่จังหวัด ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้วถึงจำนวน 20 คู่จังหวัด แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้การดำเนินการของคู่จังหวัดดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบให้ คณะอนุกรรมการกำหนดแนวทางและพิกัดเพื่อแบ่งเขตการปกครองของจังหวัดทางทะเล เร่งรัดการจัดทำบนทึกข้อตกลง (MOU) แนวเขตทางทะเลระหว่างจังหวัดพังงา และจังหวัดกระบี่ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และพิจารณาแนวทางการดำเนินการ ก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการกำหนดและปรับปรุงพื้นที่เขตการปกครองของจังหวัดทางทะเล เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในการประชุมอีกครั้งภายใน 15 วัน ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการนำเสนอต่อไป” นายอรรษิษฐ์ กล่าว
นายอรรษิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกรณีข้อพิพาทแนวเขตการปกครองระหว่างจังหวัดพังงา กับ จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นคู่จังหวัดที่ยังคงเหลืออยู่ ที่ผ่านมาคณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติปัญหาพิพาทแนวเขตการปกครองระหว่างอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา กับอำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ได้มีมติเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2566 ให้ยึดการพิจารณาแนวเขตตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดเขตตำบลในท้องที่อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ลงวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2539 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดเขตตำบลในท้องที่อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ลงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2549 ซึ่งระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตจังหวัดกระบี่ และปลัดกระทรวงมหาดไทยได้วินิจฉัยเห็นชอบตามมติคณะกรรมการพิจารณาหาข้อยุติปัญหาพิพาทแนวเขตการปกครองฯ โดยจังหวัดกระบี่ ได้ดำเนินการลงนามในร่างบันทึกข้อตกลงและแผนที่แนบท้ายเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่จังหวัดพังงาได้มีความประสงค์ขอให้กระทรวงมหาดไทยประสานกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ เข้าทำการตรวจสอบเส้นร่องน้ำลึกหรือร่องเดินเรือกลไฟในอดีต เพื่อนำมาประกอบการกำหนดแนวเขตระหว่างตำบลด้านทิศตะวันออกของตำบลเกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา กับอำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการจัดทำเขตการปกครองของจังหวัดทางทะเล เพื่อให้ได้ข้อยุติที่ชัดเจนโดยเร็ว อันจะนำไปสู่การผลักดันร่างพระราชบัญญัติกำหนดเขตจังหวัดในทะเลให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายของรัฐบาล และเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นสำคัญ
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 609/2569 วันที่ 30 มิ.ย. 69
