วันนี้ (8 ส.ค. 69) เวลา 14.30 น. ที่อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย นางธนนนท์ ชาญวีรกูล ประธานกรรมการคู่สมรสคณะรัฐมนตรีและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมแม่บ้านมหาดไทย เดินทางไปตรวจเยี่ยมและพบปะให้กำลังใจผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 ภายใต้แนวคิด “RADIANCE OF SIAM สิริรัศมีแห่งแผ่นดิน” ซึ่งจัดขึ้นเป็นวันแรก โดยมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 8-16 สิงหาคม 2569 โดย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชม และมีรัฐมนตรี อาทิ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เดินทางมาเยี่ยมชมงานด้วย
นายอนุทิน ได้กล่าวเชิญชวนพี่น้องประชาชนได้เดินทางมาร่วมเที่ยวชมงานมหกรรม OTOP ครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ OTOP ฝีมือผู้ประกอบการคนไทยชุมชนจากทั่วประเทศ จำนวนมากกว่า 2,000 ร้านค้า และที่พิเศษของการจัดงานครั้งนี้ คือมการนำเสนอและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อาทิ ผ้าไทย หัตถกรรมไทย ประเภทต่าง ๆ รวมถึงร้านค้าโครงการพระราชดำริของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ซึ่งรายได้จากการจำหน่ายล้วนนำไปส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ได้มีอาชีพ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน
โดยภายหลังจากการเยี่ยมชมงาน นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการควบคุมอาวุธปืนตามกฎหมาย โดยกล่าวว่า ในขณะนี้ ผู้ที่ครอบครองอาวุธปืนเถื่อน จะต้องส่งคืนภาครัฐทั้งหมด เพราะปืนเถื่อนมันไม่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้ว ตราบใดที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หากใครถือครองปืนเถื่อนแล้วถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้ หรือถ้าทำผิดคดีใด ๆ แล้วเจ้าหน้าที่ไปตรวจค้นบ้าน แล้วไปพบอาวุธปืนเถื่อน ก็เข้าข่ายผิดกฎหมาย ก็ต้องมีข้อกล่าวหาเพิ่มกระทงในเรื่องนี้ด้วย “จึงขอให้นำปืนเถื่อนมามอบคืนให้กรมการปกครอง มอบคืนให้อำเภอ มอบคืนให้สถานีตำรวจ ได้ทำบันทึกเอาไว้ ปืนเถื่อนผิดกฎหมายโดยธรรมชาติของมันเองอยู่แล้ว”
นายอนุทิน กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้ทางกรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ได้รับข้อสั่งการและนโยบายให้ทำการตรวจตราเรื่องอาวุธปืนอย่างเข้มงวดกวดขัน กรณีผู้ครอบครองอาวุธปืนจะต้องมีทะเบียน และต้องเก็บไว้อย่างมิดชิด “ไม่ให้เด็กสามารถเข้าถึงอาวุธปืนได้” ซึ่งอาวุธปืนที่ถูกต้อง หากทะเบียนระบุว่าเป็นของใคร แล้วถูกนำไปใช้ผิดกฎหมายหรือนำไปยิงใคร เจ้าของปืนต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ แม้จะมาบอกว่า เก็บเอาไว้อย่างดี เขาขโมยออกไป อ้างไม่ได้ทั้งสิ้น ถ้ามีใครเคลื่อนย้ายออกไปจากที่ที่ตัวเองเก็บ ต้องรีบไปแจ้งความ ลงบันทึกประจำวันให้เรียบร้อย เพราะถ้าปืนเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือใคร แล้วเขาไปก่อเหตุ “เจ้าของปืนถูกดำเนินคดีด้วย กลายเป็นผู้ต้องหาร่วมอย่างแน่นอน” และเนื่องจากเกิดเหตุการณ์นี้ซ้ำ ๆ รัฐบาลโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะตั้งข้อหาที่ร้ายแรง ดำเนินคดีโทษสูงสุด และจะขอความร่วมมือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด รวมถึงขอความกรุณาจากศาลพิจารณาบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่กับคนที่ไม่เชื่อฟัง ไม่เคารพ กฎหมาย ที่จะเป็นอันตรายกับพี่น้องประชาชน
“เราจะต้องมีการปรับปรุงหรือแม้กระทั่งออกกฎหมาย เรื่องของการควบคุมอาวุธปืนให้เข้มข้นมากกว่านี้ ซึ่งในขณะนี้ ตนยังคงเน้นย้ำเหมือนเดิม คือ การเน้นเรื่องตั้งด่านตรวจตราหรือถ้าเราไปพบว่ามีการพกอาวุธปืนเข้าไปในสถานที่สาธารณะที่ใดก็ตามหรือพกอยู่ในรถ นำออกนอกเคหสถานโดยไม่มีภารกิจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทางราชการ ก็ถือว่าผิดกฎหมาย ต้องถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาและโทษสูงสุด”
นายอนุทิน กล่าวในช่วงท้ายว่า ในส่วนของสนามยิงปืนก็มีกฎระเบียบที่อยู่ภายใต้การกำกับกรมการปกครองและจังหวัดอยู่แล้ว การไปฝึกซ้อมยิงปืนในสนามยิงปืน ปืนทุกกระบอกก็จะมีการลงทะเบียน มีการฝากไว้ที่สนามยิงปืน การซื้อลูกปืนซ้อมก็ซื้อที่สนามยิงปืน ซึ่งสามารถควบคุมได้ เพราะระเบียบเข้มข้นอยู่แล้ว การที่จะไปฝึกฝนทักษะการยิงปืนก็ไปซ้อมที่สนามยิงปืน แต่อย่าเอาออกนอกบ้าน เอาพกติดตัวไปโดยอ้างว่าเพื่อให้เกิดความอุ่นใจว่ามีอาวุธอยู่ประจำกาย หากเกิดมีเรื่องมีราวขึ้นมา ถ้าหากท่านไปใช้ปืนในการแก้ไขปัญหา ท่านก็จะถูกดำเนินคดีที่รุนแรงมาก
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 779/2569 วันที่ 8 ส.ค. 69
