วันที่ 15 ส.ค. 69 เวลา 11.00 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าว “ปฏิบัติการทลายนอมินีต่างด้าว เกาะสมุย เฟส 7” โดยมี พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลตำรวจโท สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พลตำรวจโท นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. พลตำรวจตรี ชูฉกาจ ยิ่งยงกำจรสกุล ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุมเฉวง ชั้น 3 วิทยาลัยสหวิทยาการสมุย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
นายพลพีร์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย ได้บูรณาการร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในปฏิบัติการกวาดล้างนอมินีต่างด้าวบนเกาะสมุย ซึ่งดำเนินมาถึงเฟสที่ 7 แล้ว ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการปกป้องประเทศ ประชาชน และผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
“จากจำนวนนิติบุคคลบนเกาะสมุยทั้งหมดประมาณ 12,000 แห่ง พบว่ามีบริษัทที่เข้าข่ายต้องสงสัยถึงประมาณ 8,000 แห่ง โดยในส่วนของกระทรวงมหาดไทย โดยกรมที่ดิน พบว่ามีบริษัทที่ถือครองที่ดินในอำเภอสมุยจำนวนทั้งสิ้น 3,892 บริษัท ในจำนวนนี้มี 138 บริษัทที่ตรวจสอบพบความผิดชัดเจนว่าครอบครองที่ดินโดยผิดกฎหมาย มีผู้ถือหุ้นต่างชาติมากกว่าคนไทย หรือเป็นบริษัทต่างชาติโดยชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีบริษัทที่ครอบครองที่ดินและเข้าข่ายต้องสงสัยว่าจะเป็นนอมินีอีกถึง 2,579 บริษัท” นายพลพีร์ กล่าว
นายพลพีร์ กล่าวต่อไปอีกว่า ขอให้จังหวัดสุราษฎร์ธานี เร่งดำเนินการจัดการ สำหรับกลุ่ม 138 บริษัทที่มีความผิดชัดเจนจากการตรวจสอบข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) คณะกรรมการจังหวัดจะต้องเร่งนำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อบังคับใช้กฎหมายและบังคับจำหน่ายทรัพย์สินต่อไป ส่วนกลุ่มที่ต้องสงสัยอีกกว่า 2,500 บริษัทนั้น ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี และพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี บูรณาการร่วมกันเพื่อสืบสวนหาข้อมูลในเชิงลึก หากพบว่ามีความผิดก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นเดียวกัน
“ขอขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำหรับการจัดการเรื่องหมายจับและการสืบสวนโครงข่ายนอมินี ซึ่งพบว่ามีกลุ่มผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งเป็นชาวอิสราเอล จากการสืบสวนพบพฤติการณ์หลบเลี่ยงกฎหมายของชาวต่างชาติที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการกว้านซื้อที่ดินมาเป็นการเช่าระยะยาว 30 ปีเพื่อเลี่ยงการครอบครองอย่างผิดกฎหมาย รวมทั้งมีการปล่อยเช่าที่พักและหมู่บ้านที่อยู่ในเครือข่ายบริษัทนอมินี โดยใช้วิธีรับชำระเงินค่าเช่าเป็นเงินสดส่วนหนึ่งมอบให้ชาวต่างชาติที่มารอรับ ณ วันเข้าพัก และอีกส่วนหนึ่งใช้วิธีโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารต่างประเทศ ซึ่งพฤติกรรมทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะประกอบธุรกิจอย่างผิดกฎหมายบนเกาะสมุยอย่างชัดเจน” นายพลพีร์ กล่าวเพิ่มเติม
พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผลปฏิบัติการ “ทลายนอมินีต่างด้าว สมุย เฟส 7” ในครั้งนี้ สามารถจับกุม 88 ผู้ต้องหา ยึดอายัดทรัพย์กว่า 1,500 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่รัฐบูรณาการกำลังเดินหน้ากวาดล้างขบวนการต่างชาติที่ลักลอบใช้ชื่อคนไทยบังหน้าในการทำธุรกิจและถือครองที่ดินอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การอำนวยการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี โดยจากการคัดกรองข้อมูลนิติบุคคลทั้งหมด 12,906 แห่ง พบว่ามีบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น 8,254 แห่ง และมีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมายจำนวน 875 แห่ง นำไปสู่การปูพรมตรวจค้นขยายผลและปฏิบัติการในพื้นที่ 7 จังหวัด
ผลจากปฏิบัติการในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินคดีกับกลุ่มผู้กระทำผิดได้รวมทั้งสิ้น 60 คดี ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มบริษัท 61 แห่ง โดยมีการขออนุมัติศาลออกหมายค้น 37 แห่ง และออกหมายจับผู้ต้องหาต่างด้าวรวม 101 หมายจับ ผลการตรวจค้นสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งสิ้น 88 คน แบ่งเป็นกลุ่มนายทุนชาวต่างชาติ 62 คน และชาวไทยที่รับเป็นนอมินีจำนวน 26 คน ซึ่งมูลค่ารวมของที่ดินและสิ่งก่อสร้างที่กลุ่มบริษัทนอมินีเหล่านี้นำมาครอบครองอย่างผิดกฎหมายมีมูลค่าสูงถึง 1,500 ล้านบาท
สำหรับการทลายเครือข่ายในเฟสที่ 7 สามารถแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 5 เครือข่ายหลัก ประกอบด้วย เครือข่ายกลุ่มทรี-กัล สัญชาติอิสราเอล ถูกดำเนินคดี 19 คดี มีผู้ต้องหาต่างชาติ 20 คน เครือข่ายกลุ่มโฮลเกอร์ สัญชาติเยอรมัน ถูกดำเนินคดี 4 คดี มีผู้ต้องหาต่างชาติ 1 คน เครือข่ายกลุ่มกมลลักษณ์ ถูกดำเนินคดี 19 คดี มีผู้ต้องหาต่างชาติ 20 คน เครือข่ายกลุ่มฟาร์มีย์ ถูกดำเนินคดี 17 คดี มีผู้ต้องหาต่างชาติ 20 คน และเครือข่ายกลุ่มโอชา สัญชาติฝรั่งเศส ถูกดำเนินคดี 1 คดี มีผู้ต้องหาต่างชาติ 1 คน
ทั้งนี้ เมื่อย้อนดูภาพรวมสรุปผลการปฏิบัติการทลายนอมินีต่างด้าวตั้งแต่เฟสที่ 1 จนถึงเฟสที่ 6 ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นเป้าหมายไปแล้วรวม 272 แห่ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 270 คน โดยมีมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดอายัดและตรวจสอบจาก 6 เฟสแรกสูงถึง 2,839 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินการอย่างเด็ดขาดและต่อเนื่องในเฟสที่ 7 นี้ ถือเป็นการจัดระเบียบและตัดวงจรกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาเอาเปรียบและหลบเลี่ยงกฎหมายไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ด้าน นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า การบูรณาการกวาดล้างเครือข่ายนอมินีต่างชาติบนเกาะสมุยและเกาะพะงัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวและลดความเสี่ยงด้านการลงทุนตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี โดยในระดับพื้นที่มีการประสานงานร่วมกันหลายหน่วยงานเพื่อตรวจสอบความผิดปกติอย่างครอบคลุม ทั้งปัญหาธุรกิจรถเช่า ร้านจำหน่ายกัญชา และการบุกรุกพื้นที่ป่า โดยอาศัยข้อมูลหลักจากกรมที่ดินผสานกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปขยายผล ทั้งนี้ จังหวัดสุราษฎร์ธานีจะเร่งจัดการบริษัทที่พบความผิดชัดเจนกว่า 180 ราย ให้เข้าสู่กระบวนการบังคับจำหน่ายจนแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ พร้อมยืนยันว่าจะเร่งตรวจสอบบริษัทที่เข้าข่ายต้องสงสัยอีกกว่า 2,500 รายให้ได้ข้อสรุปทางกฎหมายภายใน 90 วัน
ทั้งนี้ ก่อนการแถลงข่าว นายพลพีร์ และคณะ ได้เดินทางไปตรวจสอบวิลล่าหรู ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเดินทางมาพบปะพูดคุยกับผู้เช่าผู้ใช้บริการซึ่งอยู่ระหว่างที่เจ้าพนักงานสอบสวนเรียกเข้ามาสอบพยานเพื่อสืบสวนหาข้อเท็จจริง จำนวน 88 รายเพื่อดำเนินคดีต่อไป
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 823/2569 วันที่ 16 ส.ค. 69
