วันนี้ (23 ส.ค. 69) เวลา 11.10 น. ที่ห้องประชุมพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดน่าน อ.เมืองน่าน จ.น่าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 37 จังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อุดมศึกษาฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายไชยวัฒน์ จุรถิระพงศ์ เลขานุการรมว.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นางเหมือนใจ วงศ์ใหญ่ นายกเหล่ากาชาชาติจังหวัดน่านและประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดน่าน พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดน่าน ร่วมประชุม โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 37 จังหวัด ร่วมประชุมผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์
นายอนุทิน กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะครอบครัวและญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อุทกภัยในครั้งนี้ ความสูญเสียที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าดูแลช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต ตลอดจนผู้ประสบภัยทุกราย อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ในช่วงก่อนที่จะมีสถานการณ์ ตนและคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีได้กำกับดูแลเป็นแต่ละภาค โดยภาคเหนือ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ภาคใต้ นายพิพัฒน์ รัชชกิจประการ ภาคกลาง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และภาคอีสาน นายทรงศักดิ์ ทองศรี ซึ่งทุกท่านได้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีในการสั่งการ และรับมือกับเหตุ อุทกภัย ตลอดจนสาธารณภัยธรรมชาติทุกเหตุ ซึ่งทุกท่านได้รับมอบอำนาจอย่างเต็มที่ในการบริหารจัดการ และกำหนดนโยบายความช่วยเหลือต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ต้องขอขอบคุณท่าน ศ.ดร.ยศชนัน เป็นอันมากที่เมื่อเกิดสถานการณ์ขึ้น ก็ได้เดินทางเข้ามาอยู่ในพื้นที่โดยทันที ในขณะที่ตนมีราชการอยู่ที่ต่างประเทศ แต่เราก็ได้มีการประสานงานและหารือกันตลอดเวลา ทำให้ได้รับทราบสถานการณ์โดยตลอด รวมทั้งต้องขอขอบคุณท่าน รมว.กลาโหม รมว.เกษตร รวมถึงนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ซึ่งทุกท่านได้เข้ามาช่วยงานท่านรองนายกในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง
“ขณะนี้สถานการณ์อุทกภัยในภาพรวมคลี่คลายแล้ว แต่เรายังไม่สามารถไว้วางใจได้ เพราะยังอยู่ในช่วงฤดูฝน และอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ซึ่งแม้ว่าบางพื้นที่จะมีน้ำลดลงและเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูแล้ว เราก็ยังคงต้องตรึง ทรัพยากรต่าง ๆ ไว้เพื่อเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด”
นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเรื่องการเยียวยา การขึ้นทะเบียนผู้ได้รับผลกระทบ กรม ปภ. ต้องเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ ทำให้มีระบบอิเล็กทรอนิกส์อำนวยความสะดวก ห้ามทำให้ประชาชนต้องประสบปัญหาด้วยเหตุว่าเอกสารไม่ครบเด็ดขาด ต้องทำให้เกิดความพึงพอใจสูงสุดกับพี่น้องประชาชน นอกจากนี้ เพื่อเป็นการป้องกันเหตุน้ำไหลท่วมพื้นที่เขตเมือง เขตเศรษฐกิจ และจุดสําคัญทุกจังหวัด ต้องหาเส้นทาง flood way ให้น้ำระบายไปให้ได้ และกำชับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งกวดขันการเก็บขยะออกไปจากท่อระบายน้ำและแหล่งน้ำทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุเช่นเดียวกับพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีทั้งตอไม้ รากไม้ ตู้ ตั่ง เตียง ขยะมูลฝอยต่าง ๆ มากับน้ำ พอไปติดสะพานตอม่อ เมื่อเจอแรงน้ำก็ถูกบีบอัด ทำให้น้ำเชี่ยวหนักขึ้น และกลายเป็นเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่สำคัญ ส่งผลให้เศรษฐกิจหยุด โรงแรม นักท่องเที่ยวไปไม่ได้ ประชาชนใช้ชีวิตไม่ได้ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเนื่องอื่น ๆ และขอให้ทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้นำเสนอแผนเพื่อให้การแก้ปัญหาระยะยาวบรรลุผลเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน
นายอนุทิน ได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด 37 จังหวัดภาคเหนือ-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ดำเนินการ 6 ด้าน ได้แก่ 1. “การช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่” ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย บูรณาการกับกรมการปกครอง และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจความเสียหาย ให้การช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เร่งระดมเครื่องสูบน้ำเข้าไปในพื้นที่ โดยเฉพาะจุดเกิดเหตุและพื้นที่ลุ่มต่ำอื่น ๆ ที่มีน้ำท่วมขัง ให้พื้นที่กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว สำหรับพื้นที่ที่ระดับน้ำลดแล้ว ขอให้เร่งฟื้นฟูทันที ทั้งบ้านเรือน สะพาน ไฟฟ้า ประปา สถานพยาบาล พื้นที่การเกษตร รวมถึงเร่งสำรวจความเสียหาย และช่วยเหลือเยียวยาให้เร็วที่สุด ตามมาตรการและแนวทางการช่วยเหลือเยียวยา 2. “การติดตามและคาดการณ์สภาพอากาศ” โดยให้กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ติดตามและคาดการณ์สภาพอากาศและปริมาณฝนในพื้นที่จังหวัดที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ภาคเหนือ พื้นที่ต้นน้ำ อย่างต่อเนื่อง โดยให้มีการวิเคราะห์และชี้เป้าพื้นที่ที่มีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักหรือหนักมาก มีแผนที่น้ำท่วมและการคาดการณ์ รวมทั้งแจ้งข้อมูลให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที 3. “ด้านการติดตามและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ” โดยให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ร่วมกันติดตามประเมินและคาดการณ์สถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยนำข้อมูลประเมินผลปริมาณน้ำท่า ระดับน้ำ และข้อมูลการคาดการณ์ โดยวิเคราะห์ร่วมกันทั้งปริมาณ และช่วงเวลาที่ปริมาณน้ำเข้า เคลื่อนเข้าสู่พื้นที่สำคัญ โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจ เขตตัวเมือง เขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ตลอดจนพื้นที่ท้ายน้ำ พร้อมกับปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และแจ้งให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ใช้ประกอบการตัดสินใจในการแจ้งเตือนพี่น้องประชาชน “ถ้าเรารู้ว่ามวลน้ำจะไปถึงพื้นที่ใด ขอให้ได้มีการแจ้งเตือนให้พี่น้องประชาชนได้ทราบโดยทันที อย่ารอให้น้ำมาถึงแล้วค่อยแจ้ง” เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีเวลาเตรียมตัวยกของ ใช้รถ และที่สำคัญที่สุด คือ การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยติดเตียง (กลุ่มเปราะบาง) ออกจากเคหะสถาน ออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็ว และระดมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร เรือ เครื่องสูบน้ำ เส้นทางอพยพ และพื้นที่ปลอดภัยให้พร้อม หากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง จะต้องเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที
4. “ด้านการเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม” ให้กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามและคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งประสานเครือข่ายจิตอาสา และเครือข่ายกู้ภัยต่าง ๆ เฝ้าระวังในพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์แจ้งเตือนพี่น้องประชาชนให้เตรียมความพร้อมและอพยพได้ทันท่วงที 5. “ด้านการฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน” ให้กระทรวงคมนาคมเร่งสำรวจและประเมินเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ประสบภัย พร้อมตรวจสอบสะพานและโครงสร้างพื้นฐานที่อาจได้รับผลกระทบจากกระแสน้ำ กรณีมีดินโคลนถล่มหรือสิ่งกีดขวางเส้นทาง ให้เร่งระดมเครื่องจักรเข้าเปิดเส้นทางเพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้โดยเร็วและปลอดภัย โดยให้กรมชลประทานเตรียมความพร้อม เช่น เครื่องมือ เครื่องจักรต่าง ๆ ตลอดจนอุปกรณ์ที่นำมาใช้ ทั้งสะพานแบริ่งในจุดที่มีการตัดขาดของถนน หรือสะพานขาดจากกระแสน้ำ เพื่อทำให้การสัญจรไปมาไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งตนเชื่อว่าในเรื่องของอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องไม้เครื่องจักร ตลอดจนทรัพย์สินทรัพยากรต่าง ๆ ทุกกรม ทุกส่วนราชการ มีความพร้อมอยู่แล้ว ก็ต้องเร่งลดอุปสรรคในการสัญจรและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้เร็วที่สุด ซึ่งปีที่แล้ว ก็ได้เห็นกรมชลประทานมีการเตรียมความพร้อมเรื่องสะพานแบริ่งในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะมีเรื่องของการถูกตัดขาดถนนและสะพานตามอำเภอ ตำบล ซึ่งเมื่อมีสะพานแบริ่งเข้าไปก็ทำให้ความลำบากในการสัญจรของพี่น้องประชาชนได้คลี่คลายลง ในเรื่องจำนวนสะพานแบริ่ง ขอให้บริหารจัดการบูรณาการของทุกหน่วย ทั้งการเพิ่มจำนวน และการเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ที่ยังไม่มีความเสี่ยงเกิดขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งจะสามารถช่วยได้มาก เราไม่ต้องรอจังหวัดหรือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อทำให้การเข้าไปฟื้นฟู ไปแก้ไขซ่อมแซม โครงสร้างต่าง ๆ สัญจร เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค กรมชลประทาน และกระทรวงคมนาคม เข้าไปในพื้นที่ที่เกิดเหตุและบูรณาการทีมเผชิญเหตุควบคู่การแก้ไขเหตุไปด้วย “ในระยะยาว ได้มีการเสนอให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เสนอแผนการแก้ไขสถานการณ์อุทกภัยซึ่งเกิดขึ้นทุกปี โดยการประชุมในวันนี้ จะทำให้เกิดการสร้างวิถีทางและหาแนวทางในการป้องกันการไหลหลากของน้ำให้เต็มที่และมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่กระทบปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและรายได้ของพี่น้องประชาชน รวมถึงเรื่องการท่องเที่ยวต่าง ๆ ให้เกิดผลกระทบให้น้อยที่สุด”
6. “ด้านการเฝ้าระวัง” ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้เร่งประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สิ่งสำคัญ คือ “เรื่องการเตือนภัย” ซึ่ง กรม ปภ. ต้องมีการปรับปรุงข้อมูลอยู่ตลอดเวลา และมีการอัปเกรดแอปพลิเคชั่นที่ทันสมัย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยที่สุด โดยทันที และเชื่อมต่อเชื่อมโยงข้อมูลและกระจายข้อมูลต่าง ๆ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด “สร้างเครือข่ายการประชาสัมพันธ์” กระจายข่าวไปยังพื้นที่ในระดับตำบล/หมู่บ้านให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมทั้งให้นายอำเภอเตรียมพร้อมเฝ้าระวังและประสานกับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตลอดเวลา
“ขอให้ทุกหน่วยได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง บูรณาการการทำงานให้เป็นเอกภาพ ยึดถือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนเป็นเป้าหมาย พร้อมช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย และให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ในส่วนพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว ขอให้เร่งฟื้นฟูพื้นที่ที่มีความเสี่ยง และคงการเฝ้าระวังและการแจ้งเตือนไว้ในระดับสูงสุด ส่วนพื้นที่ท้ายน้ำที่มวลน้ำกำลังจะไปถึง ให้มีการเตรียมรับมือตั้งแต่ตอนนี้ โดย “เป้าหมายสูงสุดคือความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด” อะไรที่ทำได้ตั้งแต่ตอนนี้ขอให้ดำเนินการได้ทันที เรื่องใดที่ติดขัดหรือเกินกำลังของพื้นที่ ขอให้รายงานตามลำดับขั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ภาคเหนือในวันนี้ ทางท่านรองนายกรัฐมนตรีมีอำนาจจากคณะรัฐมนตรี ในการสั่งการมอบนโยบายในการที่จะอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือต่าง ๆ เพื่อให้สถานการณ์อยู่ในสภาพที่ปกติมากที่สุด โดยนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ขอให้ทุกหน่วยรับข้อสั่งการไปปฏิบัติโดยทันที ทุกพื้นที่ต้องมีความพร้อมตลอดเวลา สร้างแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เกิดความรวดเร็วสูงสุด
“ในส่วนเรื่องใหญ่ที่อยากเน้นเป็นพิเศษจากประสบการณ์ตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาลก่อน คือ เวลามีภัย ต้องให้ความสำคัญกับเรื่อง “อาหาร” เพราะข้าวกล่องส่วนใหญ่ “ข้าวเยอะกับน้อย” ฝากท่านผู้ว่าฯ ร่วมกับท่านนายกเหล่ากาชาดจังหวัดซึ่งมีความละเอียดละออในเรื่องสิ่งละพันอันน้อยเกล่านี้ เพราะอาหารก็เป็นกำลังใจทำให้พี่น้องประชาชนเกิดความรู้สึกว่าเขาไม่ถูกทอดทิ้ง ความทุกข์ของเขาได้รับการบำบัดดูแล และมีการคนแชร์ความทุกข์ ต้องคิดว่าถ้าเราจะกินข้าว เราจะกินยังไง ยิ่งถ้าเจอกล่องที่ข้าวสวยเยอะ ๆ แล้วมีปีกไก่เล็ก ๆ 2 อัน ทอดแห้ง ๆ แล้วก็มีไข่ต้ม 1 ใบ มันเป็นการซ้ำเติม เราต้องใจเขาใจเราในเรื่องนี้ สำคัญมากการ ไปโปะข้าวเยอะ ๆ คนก็ไม่กิน มันก็สูญเสียทรัพยากรไปอีก ดังนั้น ข้าวกล่องต้องมีสัดส่วนที่พอ ๆ กัน พอดีกัน ต้องทำให้เขาอิ่ม ถ้าทำแล้วเราก็ต้องทำให้เพียงพอต่อท้องต่อไส้ เป็นเรื่องพื้นฐานในเบื้องต้นที่จะช่วยลดได้แม้กระทั่งความเครียด จึงขอให้มีการติดตามเรื่องอาหารทุกครั้งที่เกิดสาธารณภัย” นายอนุทิน กล่าวเน้นย้ำ
ด้าน นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของสิ่งที่ต้องฟื้นฟู คือ 1. น้ำประปา มี 2 ส่วน คือ การประปาส่วนภูมิภาคและประปาหมู่บ้าน โดยการประปาส่วนภูมิภาค ได้ระดมเครื่องจักร กำลังคน เข้ามาซ่อมแซม โดยคาดว่าวันจันทร์นี้ จะสามารถจ่ายน้ำได้สมบูรณ์เต็มระบบ แต่ยังขาดในเรื่องแรงดันและปริมาณน้ำ รวมถึงพื้นที่ที่เกิดเหตุท่อขาด “แต่ในส่วนประปาหมู่บ้าน ตนมีความกังวลเพราะน้ำที่ซัดมา ทำให้ประปาหมู่บ้านบางแห่งเสียหาย 100% เพราะฉะนั้นตอนนี้ จึงได้ระดมกำลังช่างประปาส่วนภูมิภาค และการประปานครหลวง ลงมาช่วยซ่อมแซมส่วนที่ทำได้ ในส่วนที่ทำไม่ได้ทางจังหวัดต้องลงไปเป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่า จะใช้เงินส่วนไหน ดังนั้น สิ่งต่อไปที่ต้องทำ คือรถน้ำในการเวียนน้ำส่งใช้เวลาส่งเป็นเดือนก่อนที่จะสร้างประปาหมู่บ้านที่เสียหายจนเรียบร้อย แต่ถ้าส่วนไหนที่การประปาส่วนภูมิภาคสามารถขยายเขตได้เราจะเร่งทำการขยายเขตเข้าไป”
2. ในเรื่องไฟฟ้า ตอนนี้ระบบไฟฟ้า ทั้งสายส่งหรือความเสียหายจากเสาไฟฟ้าที่โค่นล้ม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้แก้ไขซ่อมแซมเสร็จสมบูรณ์หมดแล้ว คงเหลือแต่การระดมกำลังไปให้บริการที่บ้านเรือนประชาชน ซึ่งต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การที่ปั๊มของน้ำหรือระบบไฟในอาคารบ้านเรือนยังเปียกน้ำ ยังชื้น ยังไงก็ใช้ไม่ได้ ต้องให้ช่างไฟฟ้าทำการเปลี่ยนอุปกรณ์ก่อน ไม่งั้นจะเกิดเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจร
3. ในเรื่องการฟื้นฟู เทศบาลต้องล้างอีกรอบ ถ้ายังมีฝุ่นอยู่ไม่นับว่าเรียบร้อย ต้องฝากผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กำกับการทำความสะอาด ต้องล้างอย่างน้อย 3 รอบ เพราะรอบแรกมันยังเป็นน้ำยันอยู่ในท่อ มันยังไม่โฟลว์
4. Cell Broadcast เตือนภัย ขอให้นายอำเภอทุกอำเภอทำความเข้าใจสภาพภูมิประเทศและสภาวะอากาศรวมถึงประเมินสถานการณ์ภัย ถ้ามีข้อสงสัยขอให้ประสานปรึกษากับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติเพื่อคลายข้อสงสัย เพราะว่าขั้นตอนสุดท้าย นายอำเภอต้องเป็นคนเคาะว่า จะต้องมีการร้องเตือนให้มีเสียงสั่น โดยเฉพาะในเรื่องน้ำป่า ต้องดูข้อมูลความชื้นสัมพัทธ์ในดิน เพราะเมื่อไหร่ที่ข้อมูลความชื้นสัมพัทธ์ในดินเต็มที่แล้ว ปริมาณน้ำฝนเพียงไม่มากก็จะทำให้เกิดดินสไลด์ได้ จึงขอให้นายอำเภอต้องเรียนรู้พื้นที่แต่ละพื้นที่ด้วย เพื่อแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนได้ทันท่วงที สิ่งสำคัญ ต้องทบทวนแผนว่า ในกรณีน้ำป่าไหลหลาก พี่น้องประชาชนต้องทำอย่างไร การอพยพ การเคลื่อนย้าย จะต้องทำอย่างไร
5. ขณะนี้พบมีผู้สูงอายุที่ได้ประเมินความเครียด พบว่ามีความเครียดสูง จากการได้รับข้อมูลจากสถานการณ์ความรุนแรงของภัย จึงขอฝากพวกเราและพี่น้องสื่อมวลชน พี่น้องประชาชน ระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลและเหตุการณ์ที่รุนแรงย้ำเตือนซ้ำ ๆ มันจะจะทำให้เกิดการเสพข่าวและสภาวะจิตใจก็จะท้อถอยได้
6. การเยียวยา ขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชน ในส่วนบ้านเรือนที่เสียหาย 100% เราได้รับการเยียวยาขั้นหนึ่ง ก็จริง แต่ให้จังหวัดลิสต์รายชื่อไว้ในส่วนหลังที่เสียหาย 100% และส่วนของประชาชนที่ไม่มีพลกำลังพอในการซ่อมแซมบ้านเรือน ตนเชื่อว่าจะมีเงินในส่วนอื่น ๆ มาช่วยซัพพอร์ต
7. อาหารผู้ประสบภัย ได้เน้นย้ำพิเศษว่า เบิ้ลได้ตลอด ขอให้ผู้นำชุมชน/หมู่บ้านบอกมาได้เลยว่า จะเอากี่กล่อง ให้นับเบิ้ลมาได้เลย พร้อมทั้งควบคุมในเรื่องคุณภาพและปริมาณ
8. การปรับปรุงเขื่อนป้องกันตลิ่ง ในส่วนของตัวเมืองน่าน พบการชำรุดของแนวเขื่อนป้องกันตลิ่งบางจุด โดยทางกระทรวงมหาดไทยโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง จะรับผิดชอบเรื่องงบประมาณการดำเนินการซ่อมแซมทั้งหมด แต่ปัญหาเมื่อเราทำฝั่งอำเภอเมืองน่านแล้ว น้ำก็จะไปเอ่อล้นฝั่งอำเภอภูเพียงซึ่งพื้นที่ต่ำกว่า
9. ในเรื่องพื้นที่สำหรับพักเศษต้นไม้ที่ไหลมากับน้ำที่อำเภอปัว และท่าวังผา ขณะนี้ตนได้เจรจากับเอกชนในการนำขอนไม้ขนาดใหญ่ไปพักไว้ที่เอกชนก่อน เพื่อทางราชการจะได้เร่งซ่อมแซมปรับปรุงพื้นที่หมู่บ้าน/ชุมชนและพื้นที่สาธารณะต่อไป
“ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เข้ามาช่วยพี่น้องประชาชน ขอบคุณทุกภาคส่วน ขอบคุณทุกท่าน แต่งานยังไม่จบ ณ ขณะนี้เป็นงานที่หนักที่สุด คือ “การฟื้นฟู” ก็ขอเชิญชวนทุกท่านได้ทำแผนโปรโมตการท่องเที่ยวน่าน เพราะเมืองน่านเป็นเมืองที่น่าเที่ยวอยู่เสมอ และเชื่อว่าปลายฝนต้นหนาวนี้ จังหวัดน่านพร้อมรับนักท่องเที่ยว 100% อากาศยังดีมากเหมือนเดิม มีทิวทัศน์สวยงามมาก และถ้ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ผิดพลาดประการใดตนขอน้อมรับแล้วนำไปปรับปรุง”
นายนิรัตน์ กล่าวว่า แนวทางการบริหารจัดการป้องกันน้ำท่วมเมื่อครั้งตนดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ คนที่ 41 คือ การน้อมนำพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “ทำให้น้ำมีที่อยู่ และทำให้น้ำมีที่ไป” ก่อนที่น้ำจะเข้ามาในเมือง ต้องทำให้เขาอยู่นอกเมือง อย่าให้เขามา แต่ถ้าเข้ามาแล้วกันไม่ได้ ก็ต้องเอาออกให้เร็วที่สุด ที่พูดเหมือนง่าย แต่ทำไม่ง่าย ดังนั้น ทุกเมือง ทุกจังหวัด จะรู้ทางน้ำเข้า-ออก กรณีถ้ามีประตูน้ำก็ปิดไม่ให้น้ำในแม่น้ำล้นเข้ามา และสูบออกให้เร็วที่สุด แต่ถ้าไม่มีประตูน้ำ ก็ต้องปิดเฉพาะหน้า และติดเครื่องสูบน้ำ ต้องระดมทั้งของกรมปภ. กรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน และทุกหน่วยของท้องถิ่น เอามาสูบให้สัมพันธ์กับปริมาณน้ำ ทำให้น้ำไปเร็วที่สุด และล้างทำความสะอาดให้เร็วที่สุด หลาย ๆ จนกว่าจะสะอาด
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 867/2569 วันที่ 23 ส.ค. 69
.
