วันที่ 15 ก.ย. 69 เวลา 13.30 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ร่วมการประชุมกำหนดแนวทางบูรณาการข้อมูลในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดของคนต่างด้าว อาชญากรรมข้ามชาติ และสแกมเมอร์ การใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นตัวแทนเชิดเพื่อประกอบการและการลักลอบประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในราชอาณาจักร โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานร่วมการประชุม และมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วยข้าราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล
นายพลพีร์ เผยว่า วันนี้เป็นการประชุมหารือร่วมกันของผู้บริหารระดับสูงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งได้นำสภาพปัญหาและอุปสรรคจากการลงพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่จริงในการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายต่าง ๆ มาประเมินร่วมกัน โดยเฉพาะประเด็นความล่าช้าในกระบวนการส่งต่อหนังสือและเอกสารทางราชการข้ามหน่วยงาน ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนตามลำดับชั้นตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการกอง อธิบดี ไปจนถึงระดับกระทรวง ส่งผลให้การสืบสวนและการเข้าตรวจสอบดำเนินคดีไม่ทันต่อสถานการณ์ และยังอาจจะเป็นช่องว่างให้กลุ่มผู้กระทำความผิดสามารถไหวตัวทันเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิด
“เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบร่วมกันในการ “จัดตั้งกลไกการสื่อสารเร่งด่วนหรือช่องทางประสานงานทางอิเล็กทรอนิกส์ในระดับผู้บริหารระดับสูงของแต่ละหน่วยงาน” เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานภารกิจเร่งด่วนและแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกแบบทันท่วงที โดยไม่ต้องรอขั้นตอนทางธุรการปกติ”
นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังเตรียมขยายขอบเขตการบูรณาการด้วยการเชิญหน่วยงานภาคีเพิ่มเติม ได้แก่ กระทรวงแรงงาน เพื่อร่วมตรวจสอบการทำงานของคนต่างด้าว สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เพื่อดูแลด้านความโปร่งใสของเจ้าหน้าที่รัฐ และกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะกรมสรรพากร เพื่อนำข้อมูลฐานภาษีและพฤติกรรมการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของนิติบุคคลกลุ่มเป้าหมายมาใช้ประกอบการวิเคราะห์เส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงทางธุรกิจ
“ในส่วนของความคืบหน้าด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากการบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน พบว่า มีบริษัทที่มีลักษณะชาวต่างชาติเข้าถือครองหุ้นในสัดส่วนที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดอย่างชัดเจน และเข้าข่ายถือครองที่ดินโดยผิดกฎหมายจำนวนประมาณ 2,200 บริษัท ขณะเดียวกันยังพบบริษัทที่มีพฤติการณ์น่าสงสัยในระดับสูง เช่น มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นอย่างมีเงื่อนงำ หรือมีการเปลี่ยนแปลงเลขที่บัญชีธนาคารอย่างผิดปกติ อีกประมาณ 1,100 บริษัท ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินและที่ดินที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้าที่ที่มีมูลค่า 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 85,000 ล้านบาทในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีนิติบุคคลในข่ายเฝ้าระวังและต้องสงสัยเพิ่มเติมอีกกว่า 10,000 บริษัท ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ตั้งเป้าหมายเร่งรัดกระบวนการสืบสวนและจำแนกความถูกต้องทางกฎหมายให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายน 69 นี้ เพื่อรวบรวมรายงานสรุปผลการดำเนินงานอย่างเป็นทางการนำกราบเรียนต่อนายกรัฐมนตรีรับทราบต่อไป“
ในช่วงท้าย นายพลพีร์ ได้กล่าวถึงมาตรการด้านการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งในมิติกฎหมายที่ดินและกฎหมายคนเข้าเมือง โดยในส่วนของที่ดินที่ได้มาโดยมิชอบ กรมที่ดินจะเร่งดำเนินการตามกระบวนการบังคับจำหน่ายที่ดินตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อทวงคืนสิทธิในทรัพยากรที่ดินให้กับประเทศ ขณะที่การดำเนินการต่อตัวบุคคลต่างด้าวนั้น จะพิจารณาใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างรอบคอบและสมเหตุสมผลตามพฤติการณ์ความผิด โดยเน้นการเพิกถอนการตรวจลงตรา (ยกเลิกวีซ่า) และผลักดันส่งตัวออกนอกราชอาณาจักรในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษหรือตรวจพบการกระทำความผิดชัดเจน โดยจะใช้มาตรการเนรเทศสำหรับกรณีความผิดที่มีอัตราโทษร้ายแรงหรือเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคงของชาติ และการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 997/2569 วันที่ 16 ก.ย. 2569
