วันที่ 21 ก.ย. 69 เวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโตเกียว ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ประเด็น “ทิศทางความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่น : จากความสัมพันธ์ที่หยุดนิ่งสู่หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีพลวัต” ณ ห้อง Botan ชั้น 2 โรงแรม Imperial Tokyo กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วย รมต.ประจำกระทรวงการต่างประเทศ นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว พร้อมด้วยผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนภาคเอกชน เข้าร่วม
นายกฯ อนุทิน ได้เน้นย้ำถึง “กุญแจสำคัญ” ของการเปลี่ยนแปลงในวันนี้ คือ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ความสัมพันธ์และความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในระยะข้างหน้า ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง ซึ่งญี่ปุ่นเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์กับไทยมาอย่างยาวนาน ถึงวันนี้รูปแบบความร่วมมือและการลงทุนอาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต แต่การลงทุนของญี่ปุ่นที่มีอยู่ในประเทศไทยยังคงมีความสำคัญ ที่ผ่านมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ญี่ปุ่นได้เข้ามาลงทุนและสร้างระบบงานต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน
ในการประชุมฯ ครั้งนี้ นายกฯ อนุทิน ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญด้านต่าง ๆ อาทิ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ประเทศไทยมีความพยายามลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานชีวภาพ เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการบริหารจัดการความผันผวนของราคาพลังงาน โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า เช่น การติดตั้ง Solar Rooftop เข้าสู่ระบบ เพื่อรองรับการใช้ในภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน และสามารถขายคืนไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตให้รัฐได้ ซึ่งสอดคล้องกับกติกาและแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลงทุนสีเขียว และการปรับโครงสร้างภาคการผลิต โดยไทยต้องเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งเงินทุน เพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนภาคเศรษฐกิจให้สามารถแข่งขันได้ภายใต้กติกาใหม่ของโลก
นอกจากนี้ นายกฯ อนุทิน ยังได้กำชับนโยบายเดินหน้าปราบปรามสแกมเมอร์ ธุรกิจผิดกฎหมาย อาชญากรรมออนไลน์ ยาเสพติดทุกรูปแบบ ซึ่งได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1 จนถึงปัจจุบัน โดยขณะนี้สามารถยึดทรัพย์มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท พร้อมให้คำมั่นว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีใคร ไม่มีธุรกิจหรือส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ธุรกิจสีเทา ทุกรูปแบบ พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐาน ปรับปรุงมาตรการต่าง ๆ ทำให้ล่าสุด บริษัทจัดลำดับความน่าเชื่อถือ ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ ‘Negative’ (เชิงลบ) เป็น ‘Stable’ (มีเสถียรภาพ) และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่ระดับ BBB สะท้อนทิศทางและแนวโน้มที่ดีขึ้นของไทย ที่สถาบันต่างประเทศเป็นผู้ให้การรับรอง
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 1027/2569 วันที่ 22 ก.ย. 69
