วันนี้ (30 ก.ย. 69) เวลา 10.00 น. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมชี้แจงโครงการภาครัฐจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้กับประชาชน โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) น.ส.กัลยา จุกหอม รองผู้อำนวยการบริหารสมาคมประกันวินาศภัยไทย (TGIA) นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ ที่ปรึกษาด้านการปกครอง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัดหรือผู้แทน ร่วมประชุมผ่านระบบ Video Conference System
นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากการใช้จ่ายเงินเยียวยาจากงบประมาณกลางมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการจัดสรรงบประมาณที่ต้องกันไว้สำหรับการเยียวยาอาจส่งผลต่อการบริหารงบประมาณภาพรวมประเทศ รัฐบาลจึงได้ดำเนินการ “จัดซื้อประกันภัยเพื่อช่วยเหลือประชาชน” ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ การฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ ตลอดจนช่วยให้ระบบเศรษฐกิจฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เป็นการมุ่งเน้นยกระดับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกตามมาตรฐานสากล โดยจะเริ่มมีผลคุ้มครองกรณีสาธารณภัยตั้งแต่เวลา 00.00 น. ของวันที่ 1 ต.ค. 69 หรือเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 30 ก.ย. 69 เป็นต้นไป
นายเจเศรษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเงื่อนไขของประกันภัยที่ภาครัฐจัดซื้อในครั้งนี้ ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติอยู่ในปัจจุบัน โดยพื้นที่ที่ประกาศภัยพิบัติไปแล้วและกำลังประสบเหตุอยู่ในขณะนี้ ต้องดำเนินการตามระเบียบและขั้นตอนรูปแบบเดิมตามแนวทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
“จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด สร้างความเข้าใจและสร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบถึงผลประโยชน์และขั้นตอนการดำเนินงาน โดยมีสำนักงาน คปภ. เป็นหน่วยจัดทำคู่มือชี้แจงและแจกจ่ายให้ประชาชนทุกครัวเรือนต่อไป” นายเจเศรษฐ์ กล่าวในช่วงท้าย
ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า โครงการภาครัฐจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้กับประชาชน มีเป้าหมายเพื่อให้ความคุ้มครองครัวเรือนประชาชน 30 ล้านหลังคาเรือน ครอบคลุมทั้งในส่วนภูมิภาคและกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ เมื่อเกิดผลกระทบจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ในพื้นที่ ต้องมีการประกาศ “เขตการให้ความช่วยเหลือ” โดยเร็วที่สุด โดยพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นอำนาจอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และพื้นที่จังหวัดเป็นอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อเป็นการเริ่มต้นจ่ายค่าสินไหม
ขณะที่ นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า กรมธรรม์จะเริ่มให้ความคุ้มครองภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยจะคุ้มครองเฉพาะความเสียหายจากภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 69 เป็นต้นไป โดยหากได้รับการยืนยันว่า บ้านเรือนของประชาชนในเขตจังหวัดหรือกรุงเทพมหานครได้รับความเสียหายจากภัยตามประกาศในพื้นที่นั้น ๆ ผู้เอาประกันจะได้รับค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้นทันที 10,000 บาท และหลังจากประเมินความเสียหายที่แท้จริงเพิ่มเติมแล้ว จะจ่ายส่วนต่างเพิ่มเติมรวมแล้วไม่เกิน 90,000 บาท ส่วนกรณีความเสียหายจากวาตภัยและแผ่นดินไหว จะมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้นที่ 5,000 บาท ทั้งนี้ กรมธรรม์ฉบับนี้จะเน้นคุ้มครองโครงสร้างและสิ่งปลูกสร้างที่ติดตรึงตราของที่อยู่อาศัยเป็นหลัก โดยไม่ครอบคลุมถึงอาคารสำนักงานหรือร้านค้า ทางสำนักงาน คปภ. จะเร่งจัดทำคู่มือเพื่อให้เกิดความชัดเจนและนำส่งให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรวมถึงสมาคมประกันวินาศภัยไทยต่อไป
น.ส.กัลยา จุกหอม รองผู้อำนวยการบริหารสมาคมประกันวินาศภัยไทย (TGIA) กล่าวถึงช่องทางการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของกรมธรรม์ทั้ง 2 ประเภท จะมีขั้นตอนการแจ้งเคลมสำหรับที่อยู่อาศัยโดยคุ้มครองเป็นหลังคาเรือนตามข้อมูลที่เชื่อมระบบกับกรมการปกครองและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เมื่อมีการประกาศภัย ผู้ประสบภัยหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย สามารถเตรียมข้อมูลเบื้องต้น ได้แก่ ภาพถ่ายความเสียหาย หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ และบัญชีพร้อมเพย์ เพื่อรับเงินชดเชย โดยมีช่องทางการแจ้งเคลมกำหนดไว้ 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ www.thainetcat.org แอปพลิเคชันไลน์ @THNCat ศูนย์บริการลูกค้าหมายเลข 02-012-5555 จำนวน 300 คู่สาย และจุดรับแจ้งเหตุในพื้นที่เกิดเหตุ โดย TGIA จะจัดทำคู่มือและเผยแพร่รายละเอียดให้ประชาชนรับทราบต่อไป
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 1076/2569 วันที่ 30 ก.ย. 69
