วันนี้ (1 ต.ค. 69) เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน Kick off “โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน” ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบล โดยมี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดี ปภ. นายปิยะ ปิจนำ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทย เข้าร่วม
นายอนุทิน เผยว่า ภายหลังจากการประกาศพื้นที่สภาวะผสมภัยแล้ว ขณะนี้ กระทรวงมหาดไทยใช้กลไกกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเพื่อบูรณาการรวบรวมความร่วมมือของทุกหน่วยงาน มีผู้รับรับผิดชอบดูแลพี่น้องประชาชนทุกมิติ ประสานเชื่อมโยงการทำงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งต้องขอบคุณปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมการปกครองที่เป็นกลไกหลักประสานเชื่อมโยงและจัดประชุมร่วมกับทุกส่วนในวันนี้
“วันนี้เป็นอีกก้าวที่สำคัญของประเทศไทย ในการยกระดับการดูแลและคุ้มครองพี่น้องประชาชนจากภัยพิบัติ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ตระหนักดีว่าภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้ และส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงแต่การให้ความช่วยเหลือภายหลังการเกิดเหตุเท่านั้น แต่เราต้องเตรียมความพร้อมและสร้างระบบหลักประกันที่สามารถรองรับความเสียหายไว้ล่วงหน้า”
รัฐบาลจึงได้ดำเนิน “โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน” เพื่อเพิ่มกลไกในการดูแลประชาชน โดยภาครัฐเป็นผู้จัดซื้อประกันภัยให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อให้มีหลักประกันรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติ ซึ่งกรมธรรม์ดังกล่าวคุ้มครองภัยธรรมชาติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ เริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570 และมีการต่อประกันภัยทุกปี โดยกรมธรรม์จะ 1. คุ้มครองที่อยู่อาศัย สูงสุด 100,000 บาท/ครั้ง/หลังคาเรือน ได้แก่ กรณีอุทกภัย ความเสียหายเบื้องต้น 10,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้น ไม่เกิน 90,000 บาท กรณีวาตภัย ความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 95,000 บาท และกรณีแผ่นดินไหว ความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 95,000 บาท และกรณีภัยน้ำล้อม หากที่อยู่อาศัยถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกิน 7 วัน รับค่าชดเชย 10,000 บาท/ครั้ง/หลังคาเรือน 2. คุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุ 2,000,000 บาท/คน
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า การดำเนินโครงการฯ นี้จึงไม่เป็นเพียงการมอบความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้น แต่สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ จากการให้ความช่วยเหลือหลังเกิดความเสียหายไปสู่ “การบริหารจัดการความเสี่ยงและการปฏิบัติไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ” เมื่อเกิดภัยธรรมชาติประชาชนจะมีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครองที่ชัดเจน สามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและรับค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขที่กำหนดได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม ซึ่งจะบรรเทาผลกระทบและสนับสนุนการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กับคืนสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน โครงการนี้ก็เป็นการนำกลไกระบบประกันภัยและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกระจายความเสี่ยง เพื่อให้ภาครัฐสามารถวางแผนรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติและบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “โครงการประกันภัยพิบัติสำหรับประชาชน” จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยให้การเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ชัดเจน และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้พี่น้องประชาชน และช่วยให้พี่น้องประชาชนสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบของภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที
สิ่งสำคัญ คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และสารวัตรกำนัน ต้องศึกษาเงื่อนไขในกรมธรรม์ให้เข้าใจอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อที่จะได้นำไปชี้แจงสร้างการรับรู้ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ด้วยภาษาเข้าใจง่าย คำและภาษาที่ชาวบ้านเข้าใจ บอกไปเลยว่า ถ้าพี่น้องประชาชนโดนน้ำท่วมอย่างนี้จะมีเงินคุ้มครองเท่านี้ ถ้าพี่น้องมีความเสียหายจากภัยพิบัติเหล่านี้บ้านเรือนเสียหายอย่างไรจะมีเงินที่เข้ามาช่วยซ่อมแซมหรือตามกรมธรรม์เท่านี้ เป็นต้น ตามคู่มือที่ได้จัดทำสรุปไว้
“ขอให้ร่วมกันประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารโครงการฯ เพื่อแจ้งสิทธิ์เหล่านี้ให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง เพื่อให้ทุกครัวเรือนสามารถเข้าถึงสิทธิ์และประโยชน์จากโครงการนี้ได้อย่างเต็มที่”
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 1079/2569 วันที่ 1 ต.ค. 69
