วันนี้ (3 ต.ค. 69) เวลา 09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร ผู้นำเหล่าทัพ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด ร่วมประชุมผ่านระบบ Video Conference System
นายอนุทิน กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือมาร่วมประชุมติดตามรับมือสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีวันหยุดในสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจและลดความวิตกกังวลของประชาชนได้ว่าหน่วยงานภาครัฐคอยติดตามดูแลปัญหาของพวกเขาอย่างใกล้ชิด
สำหรับสถานการณ์ในภาพรวมขณะนี้พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะการเร่งระดมสูบน้ำออกจากพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันตก สิ่งที่ต้องเร่งเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปคือการรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่จะเพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 – 10 ต.ค. 69
“ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา โดยคาดว่าพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือจะเริ่มคลี่คลาย และมีปริมาณฝนในระดับปานกลาง ในขณะที่มวลน้ำก้อนใหญ่จากบริเวณทะเลจีนใต้ เคลื่อนตัวเข้าเวียดนามสู่ภูมิภาคอินโดจีนเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงต้องเฝ้าระวังพื้นที่ภาคใต้เป็นพิเศษ โดยได้สั่งการไปยังแม่ทัพภาคที่ 4 กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้เตรียมความพร้อมทั้งด้านการป้องกัน การเยียวยา และการเตรียมการอพยพประชาชน สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร แม้จะมีฝนตกหนักแต่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการระบายน้ำที่มาเพิ่ม จึงขอให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด ด้านการช่วยเหลือประชาชนเรื่องสิ่งของจำเป็นและอาหาร ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน และจิตอาสาได้ดำเนินการเข้าช่วยเหลือในพื้นที่อย่างกว้างขวางแล้ว” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อไปอีกว่า ในการปฏิบัติงานร่วมกัน ขอให้ทุกฝ่ายทำงานเป็นทีมเดียวกัน เพื่อลดแรงกดดัน สื่อสารข้อมูลการคาดการณ์และเฝ้าระวังมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงให้ประชาชนทราบถึง “โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” สำหรับครัวเรือนที่ประสบอุบัติภัย โดยให้ศึกษาข้อมูลจากเอกสารสรุปที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจัดทำขึ้นให้เข้าใจถ่องแท้ก่อนนำไปเผยแพร่
“ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่บูรณาการความร่วมมือระดมทั้งอุปกรณ์ เครื่องจักร เรือ เครื่องสูบน้ำ และกำลังคนลงสู่พื้นที่อย่างเต็มรูปแบบ ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนมุ่งมั่นในการช่วยเหลือประชาชนโดยไม่ต้องสนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เพราะผลลัพธ์จากการทำงานอย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าทำให้สถานการณ์เริ่มมีแนวโน้มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมตนและคณะจะเดินทางไปลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์และบริหารจัดการน้ำตั้งแต่จังหวัดชัยนาท ลงมาจนถึงจังหวัดภาคกลางต่อไป” นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติม
นายอนุทิน ได้มีข้อสั่งการในช่วงท้ายการประชุมว่า เรื่องของการบริหารจัดการ ขอให้ทุกจังหวัดและทุกหน่วยงานจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ในทุกระดับ พร้อมกำหนดพื้นที่รับผิดชอบและมอบหมายภารกิจให้ชัดเจนตามที่ได้เน้นย้ำทุกครั้ง โดยให้บูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วนอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อให้มีจุดประสานงานที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือจากกำลังพลทุกภาคส่วน ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น มูลนิธิ และองค์การกุศลให้เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจ รวมทั้งจัดระบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่วิกฤตให้มีความเหมาะสม เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าและรักษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
ด้านข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนภัย ขอให้หน่วยงาน ปภ. ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สื่อสารและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่องด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง กระชับ เข้าใจง่าย และทันต่อสถานการณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมพร้อมและรับมือได้ทันเวลา นอกจากนี้ ขอเพิ่มเติมให้กระจายข้อมูลข่าวสารและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในเรื่องของสิทธิที่จะได้รับ หลักเกณฑ์จากการประกันภัยที่รัฐบาลได้จัดเตรียมไว้ให้จำนวน 30 ล้านครัวเรือน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงสิทธิ
ด้านการติดตามกำกับดูแล ขอให้หน่วยงาน ปภ. เป็นศูนย์กลางในการกำกับติดตามและประเมินสถานการณ์ในภาพรวมอย่างใกล้ชิด ตลอดจนเร่งประสานงานและแก้ไขข้อขัดข้องระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้มีข้อมูลเพียงชุดเดียวในการประเมินและตัดสินใจในด้านต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การช่วยเหลือประชาชนด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 1086/2569 วันที่ 3 ต.ค. 69
