วันนี้ (20 ต.ค. 69) เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า อ.เมืองสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ น.ส.อโรชา นันทมนตรี รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร เป็นประธานเปิดและบรรยายพิเศษ การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ระดับพื้นที่ภาคใต้ ภายใต้โครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อจัดทําแผนปฏิบัติราชการ กระทรวงมหาดไทย ระยะ 10 ปี (พ.ศ. 2571 – 2580) แผนปฏิบัติราชการกระทรวงมหาดไทย (พ.ศ. 2571 – 2575) โดยมี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี หัวหน้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายเอกพงษ์ ศิริพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยหัวหน้าสำนักงานจังหวัด ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด ข้าราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายจาก 14 จังหวัดภาคใต้ รวมถึงคณะที่ปรึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวม 100 คน เข้าร่วม
น.ส.อโรชา กล่าวว่า การจัดทำแผนปฏิบัติราชการกระทรวงมหาดไทย ระยะ 10 ปี (พ.ศ. 2571 – 2580) ยึดหลักการจัดทําแผนปฏิบัติราชการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ซึ่งได้กําหนดให้ส่วนราชการจัดทําแผนปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนนโยบายของคณะรัฐมนตรี และแผนอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีหลักการสำคัญ คือ “การมองอนาคตร่วมกัน บูรณาการการทำงานในทุกระดับและทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและสามารถวัดผลได้จริง”
“กระทรวงมหาดไทย มีโครงสร้างการบริหารครอบคลุมทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น จึงต้องอาศัย “หลักการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ” ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน การรักษาความสงบเรียบร้อย สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยมุ่งเน้นการกระจายอำนาจการตัดสินใจไปสู่ระดับผู้ปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดความร่วมมืออย่างจริงใจระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชน” น.ส.อโรชา กล่าว
น.ส.อโรชา กล่าวเน้นย้ำว่า ในส่วนของการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้นั้น ผังนโยบายระดับประเทศ (พ.ศ. 2569 – 2580) ได้กำหนดวิสัยทัศน์ คือ “ประเทศน่าอยู่สำหรับทุกคน เชื่อมโยงภูมิภาค ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และพร้อมรับการเติบโตอย่างยั่งยืน” โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การผลักดันระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ และโครงการเวลเนสอันดามัน (AWC) ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรัง และสตูล เพื่อปักหมุดให้พื้นที่อันดามันเป็นมหาอำนาจของโลกด้านสุขภาพ ผ่านการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Service Hub) ศูนย์กลางบริการเพื่อสุขภาพ (Wellness Hub) ศูนย์กลางวิชาการ (Academic Hub) และศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ (Product Hub)
นอกจากนี้ กรอบการพัฒนาภาคใต้ยังมุ่งเน้นการส่งเสริมการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ (Smart City) พัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มการเชื่อมโยงระหว่างสองคาบสมุทร ส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลสู่ตลาดโลก และจัดให้มีการป้องกันรวมถึงระบบเตือนภัยพิบัติจากธรรมชาติทุกประเภท เพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพชั้นนำระดับโลกที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจสองคาบสมุทรและเป็นแหล่งปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
“การขับเคลื่อนแผนงานและนโยบายทั้งหมดให้ประสบความสำเร็จและเกิดความมั่นคงได้นั้น จึงต้องอาศัยเวลาและความมุ่งมั่น ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่คุณคริสตาลินา กอร์เกียวา” (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการ IMF ได้อัญเชิญมากล่าวในงานประชุมธนาคารโลกที่ประเทศไทย ความว่า “ประโยชน์และผลดีต่าง ๆ มิได้เกิดขึ้นได้เอง หากแต่ต้องค่อย ๆ บ่มเพาะ สั่งสม และเสริมสร้างให้แข็งแกร่งขึ้นตามกาลเวลา ดังนั้น ความร่วมมือร่วมใจและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติราชการและนโยบายต่าง ๆ ให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ต่อไป” น.ส.อโรชา กล่าวในช่วงท้าย
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 1158/2569 วันที่ 20 ต.ค. 69
