วันนี้ (28 ต.ค. 69) เวลา 13.15 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ น.ส.อโรชา นันทมนตรี รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสาธารณสุขขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการขับเคลื่อนโครงการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติการณ์การเกิดโรคเบาหวานในระดับพื้นที่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พร้อมบรรยายพิเศษหัวข้อ “การขับเคลื่อนโครงการรณรงค์ทุกพื้นที่ทั่วไทยไม่ให้เกิดผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่” โดยมี รศ.ดร.นพ.พิชิต สุวรรณประกร ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการระบบศึกษาและวิจัยของสภากาชาดไทย อ.ดวงสมร พันธุเสน ที่ปรึกษาคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการฯ รศ.นพ.สมพล สงวนรังศิริกุล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานเสริมศึกษาและพัฒนาวิชาชีพและการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วยคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการฯ วิทยากร ภาคีเครือข่าย ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัด และผู้เข้าร่วมโครงการ เข้าร่วม ณ โรงแรมเอสดี อเวนิว ถ.บรมราชชนนี เขตบางพลัด กรุงเทพฯ
น.ส.อโรชา นันทมนตรี รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีเป้าหมายหลักในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เช่นเดียวกับสภากาชาดไทยที่เน้นการ “บรรเทาทุกข์ บำรุงสุข บำบัดโรค กำจัดภัย” ซึ่ง “โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสาธารณสุขขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับการร่วมกันรณรงค์ป้องกันและลดจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวาน” ถือเป็นภารกิจสำคัญของชาวมหาดไทยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลสาธารณสุขและสุขภาพอนามัยในระดับพื้นที่ เพราะปัจจุบันมีผู้ที่มีความเสี่ยงโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น และพบในผู้ที่มีอายุน้อยลง รวมถึงเด็กที่เริ่มป่วยเป็นโรคเบาหวาน จึงต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดความเสี่ยง และโรคเบาหวานยังเป็นสาเหตุนำไปสู่โรคอื่น ๆ ตามมา
“ดังนั้น การดูแลสุขภาพอนามัยมีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่ว่า “อโรคยา ปรมาลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ การทำงานร่วมกับสภากาชาดไทยและภาคีเครือข่ายที่มีองค์ความรู้เชิงวิชาการด้านการดูแลรักษาสุขภาพ โดยเฉพาะการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวาน รวมถึงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยเสริมประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย ถือเป็นโอกาสอันดีในการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติการณ์การเกิดโรคเบาหวานของประชาชนทั่วประเทศ” น.ส.อโรชา กล่าว
น.ส.อโรชา กล่าวต่อไปอีกว่า สถานการณ์โรคเบาหวานซึ่งเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายและงบประมาณในการรักษาพยาบาลในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน หากประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและมีพลังในการสร้างสรรค์งานเพื่อส่วนรวม ภายหลังจากการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงมีภารกิจรับช่วงต่อในการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยเปลี่ยนแนวคิดจากการตั้งรับเพื่อการรักษา มาเป็นการมุ่งส่งเสริม ป้องกัน และตัดวงจรเพื่อลดปัญหา
น.ส.อโรชา ยังได้เน้นย้ำ 3 แนวทางการขับเคลื่อนการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานด้วยกลไกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ประสบผลสำเร็จ ได้แก่ ประการที่ 1 การบูรณาการภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่ผ่านหลัก บ้าน วัด โรงเรียน รวมถึงส่วนราชการและราษฎร เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่เข้มแข็ง ประการที่ 2 การประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยนำความรู้ด้านระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปถ่ายทอดให้บุคลากรในองค์กรและภาคีเครือข่าย และประการที่ 3 การบริหารจัดการทรัพยากรและงบประมาณอย่างยั่งยืน โดยจัดทำข้อเสนอโครงการและแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่ชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อนำไปสู่การจัดทำคำของบประมาณและข้อบัญญัติต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
“ขอขอบคุณสภากาชาดไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คณะวิทยากร และคณะผู้จัดงานทุกท่านที่ร่วมกันผลักดันโครงการนี้ และขอเป็นกำลังใจให้ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและผู้แทนองค์การบริหารส่วนจังหวัดทุกท่าน นำองค์ความรู้และทักษะที่ได้รับไปขยายผลเพื่อสร้างชุมชนสุขภาพดี และขับเคลื่อนเป้าหมายไม่ให้เกิดผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ให้สำเร็จเป็นรูปธรรมทั่วประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งและประชาชนมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน” น.ส.อโรชา กล่าวในช่วงท้าย
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 1194/2569 วันที่ 28 ต.ค. 69
