วันนี้ (24 ต.ค. 63) เวลา 09.30 น. ที่ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสัมมนาทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายมหาวิทยาลัย และส่วนราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน เรื่อง “พลังอุดมศึกษากับการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน” และบรรยายพิเศษพร้อมมอบนโยบายเรื่อง “การพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เพื่อขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน” โดยมี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ศาสตราจารย์ ดร. สัมพันธ์ ฤทธิเดช เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน ลำปาง ตาก พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา ผู้บริหารที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนานักบริหารมหาวิทยาลัยสายวิชาการระดับสูง (นบม.) และนักศึกษา ร่วมรับฟัง จำนวน 200 คน
พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา กล่าวว่า การบริหารราชการของรัฐบาล “รวมไทยสร้างชาติ” เป็นนโยบายของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีแนวทางการดำเนินงาน คือ “ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานแบบใหม่ (New Normal)” โดยดึงทุกภาคส่วนและทุกระดับในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมและมีบทบาทในการช่วยกำหนดอนาคตของประเทศ “ประเมินผลงานภาครัฐ” โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตัวจริง เพื่อประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการทำงานของรัฐว่าสามารถสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ และ “ปรับการทำงานเชิงรุก” กำหนดนโยบายสำคัญเร่งด่วนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงแนวคิดขับเคลื่อน “ไทยไปด้วยกัน” เพื่อให้เกิดการติดตาม เร่งรัด ช่วยเหลือเยียวยา และขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ เริ่มจากปัญหาที่เป็นความเดือดร้อนเร่งด่วน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็วทันเหตุการณ์ ตอบสนองความต้องการของประชาชน และสร้างความตระหนักรู้ความเข้าใจกับประชาชนให้เห็นความจำเป็นในการร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ “ด้วยการบูรณาการทุกภาคส่วนขับเคลื่อนการทำงานโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน” ถ้าทุกภาคส่วนช่วยกันและประชาชนมีส่วนร่วมการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในประเทศก็จะบรรลุผล
พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา กล่าวต่อว่า ในสภาวะปัจจุบันมีปัจจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของโลกในหลายด้าน เช่น ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างพลิกผัน (Disruption) การเข้าสู่โลกดิจิทัล สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ สังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม และการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เป็นต้น ดังนั้น จึงต้องเร่งพัฒนาการศึกษาวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ดังกล่าว เพื่อนำมาสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย และกำหนดแนวปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม นอกจากนี้ ในด้านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการพัฒนาระดับพื้นที่ ต้องมีความสอดคล้องกันตั้งแต่แผนพัฒนาหมู่บ้าน ตำบล ท้องถิ่น ให้มีความเชื่อมโยงจากล่างขึ้นไปถึงระดับจังหวัด กลุ่มจังหวัด ภาค และระดับชาติ และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และอื่น ๆ ในลักษณะ Bottom-up Approach
พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาควิชาการ มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และทิศทางการพัฒนาประเทศให้บรรลุเป้าหมาย โดยอาศัยสถาบันอุดมศึกษาในการผลิตและพัฒนากำลังคนในศตวรรษที่ 21 ที่ตอบโจทย์การพัฒนาของประเทศ งานวิจัยที่สามารถนำไปสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท้ายที่สุดนี้ ความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้ คือ การเปิดพื้นที่รับฟัง เน้นการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดเป้าหมายร่วมกัน ส่งผลให้การพัฒนาพื้นที่ และพัฒนาประเทศ บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้และเกิดประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน
จากนั้น ในเวลา 12.00 น. พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา และคณะ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียคลองแม่ข่า ในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 146/2563 วันที่ 24 ต.ค. 2563
