วันนี้ (7 มิ.ย. 66) นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอบ้านแพ้ว เปิดเผยถึง การขยายผลในเชิงพื้นที่ตามประกาศเจตนารมณ์การขับเคลื่อนประเทศไทยที่ยั่งยืน ด้วยการบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ และงานสาธารณสงเคราะห์ บ้าน/วัด/ราชการ หรือ โรงเรียน (บวร) ร่วมกันจัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ภายใต้โครงการจิตอาสาพัฒนาชุมชน วัด ประชา รัฐ สร้างสุข เพื่อเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้คนในชุมชนปลูกผักสวนครัวสร้างความมั่นคงทางอาหาร ณ วัดเจ็ดริ้ว ตำบลเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร โดยได้รับพระเมตตาจากพระครูสังฆรักษ์ ก้องไพร (สุวฑฺฒโน) เจ้าอาวาสวัดเจ็ดริ้ว ตำบลเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และหัวหน้าส่วนราชการ ประกอบด้วย นางศลิษา ม่วงใหม่ พัฒนาการจังหวัดสมุทรสาคร นางสาวเมธิดา หิรัญบูรณะ พัฒนาการอำเภอบ้านแพ้ว นายสราวุธ วรรณรังษี กำนันตำบลเจ็ดริ้ว นายศักดิ์พันธ์ ทับไกร ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 นาย เอกพันธ์ ชาวบ้านเกาะ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 แพทย์ประจำตำบลเจ็ดริ้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว ครู และนักเรียนโรงเรียนวัดเจ็ดริ้ว ผู้นำ อช. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรม
นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอบ้านแพ้ว กล่าวว่า โครงการจิตอาสาพัฒนาชุมชน วัด ประชา รัฐ สร้างสุขและกิจกรรมเอามื้อสามัคคีสร้างความมั่นคงทางอาหาร มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดิน ภายใต้แนวคิดอาหารก่อกำเนิดเกิดจากดิน “Soils, where food begins.” เพื่อสร้างรากฐานในการดำรงชีวิต ต่อยอดสู่พัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง พร้อมน้อมนำโครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” และ “ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน” ตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ผ่านกิจกรรมเอามื้อสามัคคี จากการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนตามหลัก บวร (บ้าน/วัด/ราชการ หรือ โรงเรียน) ทำให้ความสัมพันธ์ แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น เกิดความรักใคร่ความสามัคคีในชุมชนตำบลเจ็ดริ้ว นอกจากนี้ยังเป็นการลดรายจ่ายในครัวเรือนอีกด้วย
นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอบ้านแพ้ว กล่าวเพิ่มเติมว่า จากแนวคิด “จะพัฒนาใครเขา ต้องพัฒนาตัวเราก่อน” และแนวคิด Change for Good ของปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้กลุ่มข้าราชการที่มีจิตใจรุกรบเกิดความตั้งใจที่จะสานพลังในการขับเคลื่อนเป้าหมายการสร้างประเทศไทยที่ยั่งยืน ผ่านการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยา และเครื่องนุ่งห่มให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยจุดเริ่มต้นจะต้องสร้างตั้งแต่ในระดับครัวเรือน สร้างคลังอาหารชุมชน/ท้องถิ่น พร้อมพืชสมุนไพรที่ปลอดสารเคมี จากการที่คนในชุมชนช่วยกับอนุรักษ์ และฟื้นฟูดิน ทำให้คนในชุมชนได้อาหารที่สมบูรณ์ สามารถจัดการตนเองและพึ่งตนเองได้ ตามวิถีแห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ขยายผลไปสู่ในระดับที่กว้างขึ้น ทั้งในระดับชุมชน/หมู่บ้าน และกลุ่มอาชีพ มีการเกื้อกูลในชุมชน เกิดชุมชนแห่งความสุข เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เพราะมีอาหารปลอดภัยซึ่งเกิดจากดินที่สมบูรณ์ และความใส่ใจของคนในชุมชน
“การส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนในพื้นที่นั้นจะต้องตระหนักถึงการมีระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ยั่งยืน ทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ต้นทาง คือคนในชุมชนมีจิตสำนึกต่อการอนุรักษ์และรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การรู้จักคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี การลดการใช้สารเคมี การจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน กลางทาง ผู้ผลิตมีวัตถุดิบในการผลิตที่ไม่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม เช่น ไม่เพิ่มมลพิษทางน้ำ เสียง หรือในอาหาร และปลายทาง ทั้งประชาชน หรือนักท่องเที่ยวก็ได้รับประโยชน์ ขยายผลไปสู่ในระดับประเทศต่อ ๆ ไป ดังนั้น การขับเคลื่อนประเทศไทยที่ยั่งยืน เริ่มต้นที่ตัวของเราตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว และมีแรงปรารถนาที่ดีต่อสังคมองค์รวม และเริ่มลงมือทำ ปลูกผักสวนครัว ล้อมรั้ว ล้อมรัก ร่วมกันแบ่งปันในชุมชน เพื่อสร้างสังคมไทยที่มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง เสริมสร้างรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนทุกมิติ” นายอำเภอบ้านแพ้ว กล่าวในช่วงท้าย
#GlobalSoilPartnership #UNFAO #WorldSoilDay #วันดินโลก #soilswherefoodbegins #Soils4Nutrition #FAO #MOI #กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #SDGsforAll #ChangeforGood
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 522/2566 วันที่ 7 มิ.ย. 66
