วันนี้ (17 ม.ค. 67) เวลา 09.00 น. ที่หอประชุม 80 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาระบบอภิบาลสุขภาพท้องถิ่นด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมจังหวัดเชียงใหม่ โดยนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายแพทย์สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ นายแพทย์เติมชัย เติมยิ่งยศ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นายแพทย์ประภัสสร เจียมบุญศรี รองอธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนก พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย ร่วมในพิธี โดยมี นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย รวม 16 หน่วยงาน อาทิ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีเชียงใหม่ ชมรมสาธารณสุขอำเภอ สมัชชาสุขภาพจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมสันนิบาตเทศบาลจังหวัดเชียงใหม่ ชมรมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเชียงใหม่ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง
โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย บรรยายพิเศษในหัวข้อ ทิศทางนโยบายการจัดบริการสาธารณะด้านสุขภาพขององค์การบริหารส่วนจังหวัดและความท้าทายของระบบสุขภาพท้องถิ่นในทศวรรษหน้า โดยกล่าวว่า ในห้วงที่ผ่านมาตนได้มีโอกาสเดินทางมาเป็น Partnership ร่วมกับพี่น้องชาวจังหวัดเชียงใหม่ในการติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนระบบดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนถึง 3 วาระ คือ โรงพยาบาลชุมชนตำบลดอนแก้ว อ.แม่ริม เมื่อปี 2565 การฝึกอบรมแกนนำสุขภาพประชาชนแบบมีส่วนร่วมของ รพ.สต. ในสังกัด อบจ.เชียงใหม่ ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เมื่อปี 2566 และในวันนี้ ปี 2567 คือ การลงนามความร่วมมือการพัฒนาระบบอภิบาลสุขภาพท้องถิ่นด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมจังหวัดเชียงใหม่ โดยหากนับเมื่อครั้ง นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ได้เดินทางไปประชุมหารือการถ่ายโอน รพ.สต. ที่กระทรวงมหาดไทยร่วมกับตนและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง จะนับเป็นครั้งที่ 4 ที่ได้มีส่วนร่วมกับพี่น้องชาวเชียงใหม่ อันสะท้อนให้เห็นว่าตนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ในวันนี้ เป็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ให้กับสังคมไทย” ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่ยังรวมถึงเรื่องคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยอย่างยั่งยืน ภายใต้การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดทุกจังหวัด และการนำเอาบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนร่วมกับ 7 ภาคีเครือข่าย ในการทำให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในทุกชุมชน/หมู่บ้านทั่วประเทศได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน “เพราะคำตอบของการพัฒนาอยู่ที่หมู่บ้าน”
“แนวคิดเรื่องการพัฒนาชุมชนเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการและได้รับการยกฐานะหน่วยงานจากระดับกองเป็น “กรม” ครั้งแรก เมื่อปี 2505 เกิด “กรมการพัฒนาชุมชน” ขึ้นในประเทศไทย ด้วยการได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้วิชาการพัฒนาชุมชน ทั้งในมิติการพัฒนาคน พัฒนาพื้นที่ ตลอดจนพัฒนามิติต่าง ๆ โดยทุกท่านสามารถย้อนไปรำลึกนึกถึงแนวทางการพัฒนาชุมชนได้ ซึ่งได้รับการสะท้อนผ่านภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง “เสียงกู่จากครูใหญ่” ที่แสดงถึง “ความสำเร็จของครูใหญ่อยู่ที่คน” และคำว่า “คน” ที่ว่าไม่ใช่อยู่ที่เด็กนักเรียนที่เป็นลูกศิษย์ แต่คือ ผู้ปกครอง พ่อแม่ของเด็กนักเรียน ที่ครูใหญ่ท่านนี้ต้องใช้เวลาในช่วงต้นเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติความเชื่อของผู้ปกครอง ทำในสิ่งที่เราพยายามทำกันในทุกวันนี้ให้เกิดขึ้น นั่นคือ “จิตอาสา” ทั้งในเรื่องอาชีพ การดูแลสุขภาพต่าง ๆ ของครอบครัว เพื่อให้เกิดสิ่งที่ดี ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนว่า ในห้วงเวลาแรกที่ครูใหญ่ไปถึงโรงเรียนได้พบว่า เด็กบนดอยอาหารไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ ครูใหญ่ก็เพียรพยายามไปเอาไก่มาให้ แล้วให้เด็กพาไก่ไปเลี้ยงที่บ้าน บางส่วนเลี้ยงที่โรงเรียน จนมีไข่ไก่ไว้รับประทาน เมื่อเด็กได้กินไข่ทุกวัน สุขภาพก็ดี จนกระทั่งทั้งหมู่บ้านมีสุขภาพดี แต่สิ่งที่เหนือไปกว่านั้น คือ ไข่ไก่มีจำนวนมากเกินกว่าจำนวนที่ต้องการบริโภค หมู่บ้านแห่งนี้จึงกลายเป็นหมู่บ้านส่งออกไข่ไก่ ก่อเกิดเป็นรายได้กลับคืนสู่หมู่บ้าน ทำให้สามารถพัฒนาชุมชนในด้านต่าง ๆ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจฐานราก” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) คือคำตอบของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ “ผู้นำ” ตั้งแต่ระดับจังหวัด คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด ระดับอำเภอ คือ นายอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้การนำของท่านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ต้องบูรณาการภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคี คือ ภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน ให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียว เฉกเช่นจังหวัดเชียงใหม่ที่มีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ผู้มีความเข้มแข็ง ก็จะทำให้จุดมุ่งหมายในการดูแลคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชนผ่านกลไกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ประสบความสำเร็จ และจะยังหนุนเสริมเป็นแบบอย่างทำให้จังหวัดอื่น ๆ สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จเช่นเดียวกับจังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นการน้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ที่พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำรัสไว้ความว่า “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งคำว่าสืบสานในพระราชปณิธานนั้น ขอหยิบยกความตอนหนึ่งของพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานไว้ว่า “…การรักษาความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายเป็นปัจจัยของเศรษฐกิจที่ดี และสังคมที่มั่นคง เพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้น โดยปรกติ จะอำนวยผลให้สุขภาพจิตใจสมบูรณ์ด้วย และเมื่อสุขภาพสมบูรณ์ดีพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ย่อมมีกำลังทำประโยชน์ สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมของบ้านเมืองได้เต็มที่ ทั้งไม่เป็นภาระแก่สังคมด้วย คือเป็นแต่ผู้สร้าง มิใช่ผู้ถ่วงความเจริญ…” ดังนั้น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จึงไม่ใช่เพียงการตอบโจทย์แค่การดูแลสุขภาพอนามัยประชาชน แต่รวมถึงเรื่องประเทศชาติมั่นคงและเรื่องคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนของประชาชนด้วย เราจึงต้องช่วยกัน “แก้ไขในสิ่งผิด” ทำให้เกิดระบบดูแลสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับพี่น้องประชาชน
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญของการดูแลสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนนั้น “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ดังนั้น ถ้าโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมีบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นข้าราชการในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ก็จะทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนดีในทุกเรื่อง เพราะที่ผ่านมาเรามักถูกกล่าวว่า ระบบการรักษาเป็นการรักษาแบบแยกส่วน เช่น ปวดนิ้วก้อยก็รักษานิ้วก้อย ปวดขาก็รักษาขา หรือปวดส่วนไหนก็รักษาแค่ส่วนนั้น ซึ่งการรักษาแยกสวนไม่ใช่คำตอบของการส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดี การรักษาแบบแยกส่วนเป็นการรักษาแบบยาฝรั่ง คือ ทำให้หาย แต่การรักษาแบบบูรณาการที่เป็นแบบมิติยาไทยหรือการรักษาแบบตะวันออกนั้น เราต้องทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และแสวงหารากเหง้าการเกิดโรค เพื่อจะทำให้ประชาชนมีอายุยืนยาว ดังนั้น เราต้องช่วยกันทำให้ รพ.สต. ไม่ใช่มีเพียงบุคลากรทางการแพทย์และเป็นสถานที่ที่ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพอนามัยอย่างเดียว แต่ต้องเป็นผู้ก้าวล่วงไปสู่ครัวเรือนพี่น้องประชาชน อันมีนัยเหมือนการรักษาแบบยาไทย คือ “การบูรณาการร่วมกับพื้นที่ที่ ทั้งบูรณาการงาน และบูรณาการคน นำเอาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 ข้อมาขยายผลในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ต่อเนื่อง และยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อที่ 17 “Partnership” อันเป็นหัวใจของการพัฒนาในทุกเรื่อง โดยมี “นายอำเภอ” เป็น CEO ของ รพ.สต. ในพื้นที่อำเภอนั้น ๆ และขยายถ่ายทอดส่งต่อไปถึง อสม. เพื่อให้เห็นภาพการบูรณาการงานที่มีเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ ทำให้คนมีสุขภาพดีในทุกมิติของชีวิต ทั้งการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และพระราชดำริด้านความมั่นคงทางอาหารของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง และทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” รวมถึงการเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงกบ เลี้ยงปลา เพื่อเป็นแหล่งอาหารที่มั่นคงปลอดภัย เมื่อบ้านหลังหนึ่งมีพืชผัก 20 – 30 อย่าง มีไข่ไก่ไว้บริโภค ร่างกายก็จะแข็งแรง ปลอดโรคภัย ขณะเดียวกันในระดับพื้นที่ ระดับชุมชน ก็นำพื้นที่รกร้างว่างเปล่า พื้นที่สาธารณะ ทำให้เป็นแหล่งรวมพืชผักสวนครัว แหล่งรวมความมั่นคงทางอาหาร มีการแบ่งกันดูแลเป็นกลุ่มบ้าน หย่อมบ้าน ป๊อกบ้าน ช่วยกันทำให้บริเวณบ้านมีความสะอาดสวยงาม ทำให้คนเกิดความเข้าใจเรื่องถังขยะเปียกลดโลกร้อนที่จะย่อยสลายเศษอาหารกลายเป็นปุ๋ยหมักสารบำรุงดิน บำรุงพืชผัก คนในบ้านมีเกราะป้องกันไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด อันจะทำให้คนมีสุขภาพจิตดี สุขภาพกายดี ส่งเสริมการร่วมกันรู้รักษา หลักศาสนาประเพณีวัฒนธรรม เมื่อคนร่วมงานประเพณีก็จะเกิดความอ่อนโยน ความรักใคร่สามัคคีกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พ่อหลวง เป็นผู้นำบูรณาการ โดยน้อมนำหลักการทรงงาน 4 ประการ คือ ร่วมคิด ร่วมพูดคุย ร่วมทำ และร่วมรับประโยชน์ มาเป็นแนวทางในการส่งเสริมให้เกิดการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน
“ระบบสุขภาพท้องถิ่นของทศวรรษหน้า คือ ประชาชนทุกคนในท้องถิ่นจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพดี ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะได้รับการรักษาที่มีคุณภาพ โดยน้อมนำพระราชปณิธาน “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มุ่งบูรณาการงานและสรรพกำลัง อันจะส่งผลทำให้ประเทศชาติจะมั่นคง ประชาชนจะมีความสุขอย่างยั่งยืนได้ โดยไม่ทิ้งหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะส่งผลทำให้การลงนามบันทึกข้อตกลงในวันนี้ไม่เป็นเพียงแค่พิธีกรรม แต่จะหนุนเสริมส่งผลดีทำให้เกิดการปฏิบัติอย่างแท้จริง” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเน้นย้ำในช่วงท้าย
ด้าน นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาระบบอภิบาลสุขภาพท้องถิ่นด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมจังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อสร้างความเข้าใจแนวทางการอภิบาลระบบสุขภาพท้องถิ่นตามกลไกและกระบวนการที่พึงประสงค์ รวมทั้งระดมความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาระบบสุขภาพท้องถิ่นระดับจังหวัด อันจะส่งผลทำให้บรรลุเป้าหมายการสนับสนุนบทบาทหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งได้รับมอบหมายถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 69 แห่ง ให้สามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและบำบัดโรค การส่งเสริมสุขภาพพลานามัยของประชาชน การรักษาพยาบาลอย่างง่าย การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์และการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้พี่น้องประชาชนในท้องถิ่นมีคุณภาพชีวิตและมีสุขภาพที่ดีสืบไป
#WorldSoilDay #วันดินโลก #UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI
#กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #SoilandWaterasourceoflife
#SustainableSoilandWaterforbetterlife #ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน #SDGsforAll #ChangeforGood
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 81/2567 วันที่ 17 ม.ค. 2567
