วันนี้ (27 มี.ค. 69) เวลา 07.00 น. ที่แก่งคุดคู้ ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นประธานพิธีตักบาตรและบรรยายธรรม “โครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรม ทั้งแผ่นดิน” ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นางธารตะวัน จรูญพงศ์ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเลย คณะที่ปรึกษานายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักเรียน นักศึกษา เยาวชน สมาชิกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และพุทธศาสนิกชน เข้าร่วมพิธีเป็นจํานวนมาก โดยได้รับเมตตาจากพระราชวัชรสุทธิวงศ์ (เจ้าคุณอารยวังโส) เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย (ธ) ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นประธานสงฆ์บรรยายธรรมบูชาคุณพระรัตนตรัย และประกาศราชธรรม
“โครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรม ทั้งแผ่นดิน” เป็นโครงการที่เกิดขึ้นโดยเมตตาของพระราชวัชรสุทธิวงศ์ (เจ้าคุณอารยวังโส) เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย (ธ) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ซึ่งได้มีดำริร่วมกับนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางจิตใจ เสริมสร้างปลูกฝังหลักคุณธรรมนักปกครอง หรือ “ทศพิธราชธรรม” เสริมสร้างจิตวิญญาณนักปกครองและจิตวิญญาณข้าราชการทุกระดับ ตลอดจนหลักการประพฤติปฏิบัติตนเพื่อความสันติสุขและความผาสุกของสังคมให้แก่ประชาชน ตามรอยพระบาทยาตราพระราชาผู้ทรงธรรมทั้ง 2 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงปฏิบัติ และเพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระแม่แห่งแผ่นดินผู้ทรงถือปฏิบัติทศพิธราชธรรมยังผลให้พสกนิกรชาวไทยอยู่ร่มเย็นเป็นสุข
โอกาสนี้ พระราชวัชรสุทธิวงศ์ (เจ้าคุณอารยวังโส) ได้สาธยายธรรมเพื่อนำประกาศราชธรรม ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า สิ่งสำคัญของการศึกษาธรรม คือ “การฟังธรรม” เป็นมุขปาฐะ โดยการตั้งใจฟัง ใส่ใจฟัง เป็นอาการของการเคารพบูชาธรรม ซึ่งการเข้าใจธรรม คือ การรู้แจ่มแจ้งในความเป็นจริงของธรรมชาติทั้งหลายอันเป็นเรื่องสำคัญมาก ต้องค้นหาความจริงในชีวิตตนให้ครบ สัจธรรมในตนเอง คือ ต้องรู้ตนเอง ต้องเข้าใจตนเองที่เป็นธรรมชาติ ดังที่พระพุทธเจ้าค้นพบธรรมะในตนเองจึงก้าวสู่ความสำเร็จคือ “การดับทุกข์” ซึ่งในทางโลกคนที่จะทำอะไรเข้าสู่ความสำเร็จได้นั้น ต้องเข้าใจตนเอง แต่คนที่จะเข้าใจตนเองได้นั้นสำคัญคือต้องรู้ธรรมะ ด้วยการ “รู้เหตุ รู้ผล และรู้ตน” ต้อง “อ่านตนเองให้ได้ บอกตัวเองให้ได้ และใช้ตัวเองให้เป็น ค้นหาตัวเองให้พบ” เพื่อการบริหารจัดการใช้ตนเองให้เกิดประโยชน์ ซึ่งจะรู้จักตนเองได้นั้นต้องรู้จักคำว่า “ประมาณตน” ห้ามเกินตน ห้ามขาดตน ให้พอเหมาะพอควรพอดี หรือเรียกว่า “มัชฌิมา” เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ประมาณที่มีแต่ความทะยานอยาก อันเป็นบ่อเกิดของความทุกข์ทั้งหลาย ที่เรียกว่า ตัณหา ความทะยานอยาก คือ ความโลภ เมื่อความโลภ ความต้องการสูง จึงเกิดความขวนขวายดิ้นรนแสวงหาให้ได้มาในสิ่งนั้นๆ และเมื่อได้มาก็จะติดพันหมกมุ่นฝังใจ หวงแหนครอบครองตระหนี่เหนียว
ผู้นำทั้งหลาย ตั้งแต่ผู้นำครอบครัว จนถึงผู้นำพื้นที่ จึงต้องเข้าใจธรรมะ รู้ธรรมะ มีธรรมะ เพื่อสร้างธรรม เพื่อทำให้เราเข้าใจว่า เราคือใครกันแน่ อ่านตนเองให้ออก ใช้ตัวเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด เมื่อเราอ่านจิตตนเองได้เราก็จะอ่านจิตผู้อื่นได้ เมื่อรู้และเข้าใจแล้ว ก็จะสามารถบริหารจัดการได้และทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมโดยการใช้ความสามารถของตนที่ทำได้ และความสามารถที่นำความสามารถที่เกิดจากการได้กระทำร่วมกันได้ ด้วยการแสดงศักยภาพของตนที่เหนือกว่า คือ การมีศักยภาพที่ทำให้คนอื่นทำตามได้ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องมีประสิทธิภาพที่จะทำให้คนอื่นทำตามสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราวางแผนไว้ได้ด้วย การแสดงศักยภาพให้ปรากฏว่าสิ่งนี้ทำได้ คนอื่นจึงทำได้เช่นเดียวกันจึงเรียกว่า การบริหารจัดการ
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ต้องละความอิจฉาริษยา และมัจฉริยะ เพราะ “ความอิจฉาริษยา” คือความเร่าร้อน เจ็บใจที่เห็นใครได้ดีกว่า และ “มัจฉริยะ” คือความหวงแหน ตระหนี่เหนียว เมื่อเกิดกับผู้ใดจะกลายเป็นอกุศลจิต (จิตเศร้าหมองเร่าร้อน) ริษยา คือ เร่าร้อน แสดงออกถึงการกระทําที่ไม่ชอบอกชอบใจ ไม่อยากเห็นใครได้ดีกว่า หวงแหนขี้เหนียวไม่ให้ใคร “ถ้ามีริษยาและมัจฉริยะคือจบเรื่องธรรมะ” พูดต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะจิตจะปิดไป (ไม่เปิด) จิตจะคว่ำ (ไม่หงาย) จิตจะมืด (ไม่สว่าง) ดังนั้น การเข้าถึงธรรมะ จิตต้องสะอาด สว่าง สงบ เพราะธรรมะมีสภาพอย่างหนึ่งคือมีความทนทานไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลและเวลา มีกฎตายตัวเป็นเช่นนี้เสมอ ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือ “ธรรมะเป็นอาหารของจิต จิตเป็นอาหารของใจ” ถ้าทั้งชีวิตไม่เคยฟังธรรมเลยหรือถ้ามีโอกาสที่จะฟังธรรมแล้วไม่ใส่ใจฟังธรรมถือว่าแย่มาก เพราะเราไม่รู้จักในความเป็นตัวตนของเราว่า เราเกิดมานั้นแท้จริงแล้วสิ่งที่จะทำคืออะไรกันแน่ และอีกประการหนึ่ง สิ่งที่เราจะต้องเข้าใจ คือ การทำทานไม่ใช่ทำเพื่อจะได้ เพราะการทำทานคือการเสียสละที่เป็นการแสดงถึงความดี อาทิ ผู้ที่เก็บขยะข้างทางทุกวันแม้ไม่มีสตางค์สักบาทแต่เขารู้ว่าเขาทำแล้วเขาเป็นผู้ให้กับสังคมนั้น ๆ เรียกว่า ทำทาน หรือแม้แต่จิตอาสาหลายคนที่เป็นคนยากจนแต่เขาทำด้วยรอยยิ้มตลอด เรียกว่า ทำทาน แต่คนทั้งหลายที่นั่งทำงานด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวดนั่นคือความทุกข์ การให้คือความสุขที่แท้จริง ให้ซึ่งกันและกันอย่างน้อยคือการให้รอยยิ้มและให้สิ่งที่ดี แต่ต้องให้อย่างมีสติและปัญญา ยิ้มอย่างเข้าใจว่ายิ้มเพื่ออะไร ยิ้มผิดจังหวะก็จะหาว่ายิ้มเยาะเย้ย เพราะรอยยิ้มเป็นร่องรอยของเมตตากรุณา ต้องยิ้มมาจากจิตใจที่ดี มาจากสำนึกที่ดี ยิ้มนี้เพื่อปลอบประโลมใจให้เขาได้มีความรู้สึกสดชื่นให้มีแต่รอยยิ้ม เฉกเช่นผู้ปกครองหรือข้าราชการที่จะต้องพบปะกับประชาชน หากประชาชนเห็นรอยยิ้มที่มาจากจิตใจที่เบิกบาน การนั้นก็จะสำเร็จ ชาวบ้านก็จะมีความรู้สึกยินดี ฟังคำแนะนำต่าง ๆ ก็จะแช่ชื่นเบิกบานทั้งรูปลักษณ์และอำนาจอันเกิดขึ้นจากจิตที่สะอาดบริสุทธิ์นั้น
นอกจากนี้ ผู้ปกครองต้องระลึกถึงสมบัติมีไว้ใช้สอย เราจะทำอย่างไรให้ปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด ตลอดจนข้าราชการทั้งปวง และแม่บ้านมหาดไทย สามารถที่จะทำประโยชน์ให้กับสังคมได้มากที่สุด ก็ต้องทำตนเองให้มี “สมบัติที่สมบูรณ์” ให้ได้ด้วยการ “รู้ธรรม เป็นธรรม มีธรรม” ซึ่งเรามีต้นแบบที่สำคัญ คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นต้นแบบความพร้อมสมบูรณ์ทั้งความรู้และคุณความดีที่ส่งต่อถ่ายทอดผ่านโครงการพระราชดำริ และพระราชกรณียกิจทั้งหลายกลายเป็นหลักปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของมหาชน ผ่านการถูกทดสอบ จัดการ จัดทำ จนได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในสวนจิตรลดา รวมถึงสถานที่ต่าง ๆ แล้วนำผลต่าง ๆ นั้นมาบอกกล่าวว่า ทำอย่างนี้สิ ประพฤติอย่างนี้สิ เกิดเป็นหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีป่ารักน้ำ ซึ่งถ้าเราไม่ศึกษาหลักธรรมเหล่านี้จากบุคคลเหล่านี้ที่ได้กระทำแบบอย่างไว้ มันจะยากที่จะเข้าใจ ยากที่จะทำให้สังคมเราเกิดความสุขที่แท้จริง เพราะเราไม่เอาแบบไม่เอาเยี่ยงเอาอย่างจากสิ่งที่มีอยู่แล้วเป็นรูปธรรม เรากลับคิดทำโน้นทำนี้มากมายก่ายกอง แต่เราไม่คิดทำสิ่งที่บรรพชนทำดีไว้แล้ว และยังละเลยสิ่งนั้นไป ข้อนี้คือข้อเสื่อมของสังคม ซึ่งสังคมใดที่ทิ้งสิ่งดี ๆ ของบรรพชนทั้งหลายสังคมนั้นจะมีแต่ความเศร้าหมองและเสื่อมสูญ ยากจะตั้งมั่นได้ การกระทำสิ่งใดให้สำเร็จได้นั้น เราจะต้องมีความรู้อยู่ 2 ส่วน ส่วนแรก คือ รู้ประโยชน์ในการกระทำนั้น และส่วน 2 คือ รู้ความเหมาะควร นำไปสู่ความสำเร็จ 2 ส่วนนี้เป็นจุดมุ่งหมายที่ต้องคำนึง เป็น Art of Life เพราะการใดใดแม้มีประโยชน์แต่ขาดความเหมาะควรก็ล้มเหลวได้ ถ้าดีต้องไม่แต่ว่า ถ้ามีแต่ว่าแปลว่าไม่ดีจริง ดังนั่น การโคจรอยู่ในจิตฐานของบรรพชนอันเกิดก่อจากจิตฐานบรมครูที่ได้ปฏิบัติตามครูบาอาจารย์ ถ้าทำเช่นนี้ขึ้นมาประโยชน์จะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะมีแบบแผนที่ชัดเจนอยู่แล้ว อันเราทั้งหลายสามารถกระทำได้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งประโยชน์เหล่านั้นต้องคำนึงถึงความเหมาะควรในแบบแผนที่ชัดเจน และแบบแผนที่จะเจริญด้วยสติและปัญญาคือ “ความรู้ที่ถูกต้อง” เกิดเป็นแสงสว่าง คือ “อำนาจแห่งธรรมะ” เพราะซึ่งสิ่งที่เราทำอยู่นั้นแท้จริง คือ ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ อันเป็นสีสันของธรรมะ ธรรมะเป็นหลักของจิต เป็นอาหารของใจ แต่ถ้าเราขาดสติปัญญาเราก็จะไปเลือกใช้ธรรมะอีกด้านหนึ่ง คือ ความเป็นบาปหรืออกุศล จากกุศล 3 ประการ ดังบทสวดพระอภิธรรมที่ว่า “กุสะลา ธัมมา” ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล “อะกุสะลา ธัมมา” ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล “อัพยากะตา ธัมมา” ธรรมที่เป็นกลาง ๆ ไม่ใช่กุศลและอกุศล เมื่อไหร่ที่เรามีสติกำหนดรู้เข้าถึงความเป็นจริงขณะนี้ นั่นคือ บุญกุศลเจริญยิ่ง คุณธรรมความดีเจริญยิ่ง ปัญหาอุปสรรคทั้งปวงจะสิ้นไป ไม่ต้องไปรดน้ำดำหัวที่ไหน บวงสรวงที่ไหน ปิดทองที่ไหน แต่ขอแค่เรามีสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นหลักใน “ราชธรรม”
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 260/2569 วันที่ 27 มี.ค. 2569
