วันที่ 12 พ.ค. 69 เวลา 13.30 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการไฟฟ้านครหลวง โดยมี นายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนปลัดกระทรวงมหาดไทย นายดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง รศ.ดร.รังสรรค์ วงศ์สรรค์ กรรมการการไฟฟ้านครหลวง พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร กรรมการการไฟฟ้านครหลวง คณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุม ณ อาคารวัฒนวิภาส การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร
นายพลพีร์ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ได้ตอบสนองและดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นโครงการไฟฟ้าส่องสว่างเพื่อความปลอดภัย การส่งเสริมระบบ Solar Rooftop การรณรงค์ประหยัดพลังงาน ตลอดจนการขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกและวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนคนไทย พลังงานสะอาดและการใช้โซลาร์เซลล์จึงเป็นทางเลือกสำคัญในการปรับตัวรับมือกับความท้าทายนี้
“เรื่องการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่ 3 บาท สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกนั้น ตนได้มีการหารือร่วมกับผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวงอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและองค์กร เป้าหมายสูงสุดของเราคือการลดภาระค่าครองชีพ สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการคือการบริหารจัดการเพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ซึ่งหากต้นทุนลดลง ย่อมส่งผลให้หน่วยงานมีผลประกอบการและกำไรที่สูงขึ้น โดยรายได้ในส่วนนี้จะถูกนำกลับมาเป็นงบประมาณแผ่นดินและต่อยอดการพัฒนาบริการเพื่อคืนประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชน” นายพลพีร์ กล่าว
นายพลพีร์ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ขอให้ กฟน. บูรณาการความร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อยกระดับการให้บริการเป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จจุดเดียว (One Stop Service: OSS) ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนตั้งแต่การขออนุญาตติดตั้ง ไปจนถึงการประสานงานกับสถาบันการเงินเพื่อให้บริการสินเชื่อแบบครบวงจร
ขอให้พิจารณาทบทวนอัตราค่าบริการและค่าติดตั้งให้มีความเหมาะสม เนื่องจากปัจจุบันอัตราของ กฟน. และ กฟภ. อาจมีความแตกต่างกันและสูงกว่าผู้ให้บริการทั่วไป แม้ว่ามาตรฐานแบรนด์ของการไฟฟ้าจะเป็นที่ยอมรับและมั่นใจได้ในคุณภาพ แต่หากสามารถปรับลดราคาให้แข่งขันกับภาคเอกชนได้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการจูงใจให้ประชาชนหันมาลงทุนใช้พลังงานสะอาด โดย กฟน. จะต้องศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบเพื่อตอบข้อซักถามของผู้ใช้บริการ พร้อมทั้งควรกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณที่ชัดเจนว่าในแต่ละปีจะสามารถขยายการติดตั้งโซลาร์รูฟทอปได้จำนวนกี่หลังคาเรือน รวมถึงการผลักดันการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
กฟน. ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มธุรกิจ Data Center ซึ่งควรอยู่ในรูปแบบการให้บริการระดับพรีเมียม โดยต้องบริหารจัดการอย่างรัดกุมเพื่อป้องกันไม่ให้ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นไปตกอยู่กับประชาชน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและพลังงานเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่ต้องมีการจัดทำแผนงานและกำหนดพื้นที่เป้าหมายในการขยายขอบเขตอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
“การสื่อสารองค์กรและการประชาสัมพันธ์ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะเชื่อมโยงการทำงานเข้ากับประชาชน สังคมจำเป็นต้องรับทราบว่า กฟน. มีบทบาทหน้าที่อย่างไร กำลังขับเคลื่อนแผนงานใด มีบริการใหม่ ๆ หรือแอปพลิเคชันที่อำนวยความสะดวกในด้านใดบ้าง งานประชาสัมพันธ์จึงต้องดำเนินไปอย่างเชิงรุกและทำงานอย่างหนัก เพื่อให้ประชาชนรู้จักและเข้าถึง กฟน. ในฐานะหน่วยงานที่ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมอำนวยความสะดวกและบริการกับพี่น้องประชาชน” นายพลพีร์ กล่าวเพิ่มเติม
.
ด้านนายวรศิษฎ์ กล่าวว่า การบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อรับมือกับความท้าทายจากวิกฤตพลังงานโลกที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชน การส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอย่างระบบโซลาร์เซลล์ เป็นแนวทางสำคัญในการปรับตัวอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ พลังงานถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการดำรงชีวิต หน่วยงานจึงพร้อมเป็นกลไกหลักของภาครัฐในการช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระค่าครองชีพด้านอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อประคับประคองและนำพาประชาชนก้าวข้ามผ่านวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ พร้อมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและคืนความสุขให้แก่สังคมไทย
“การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับวิถีชีวิตแห่งอนาคต การเร่งขยายพื้นที่จุดให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมและเพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนให้ความสำคัญสูงสุดกับการพัฒนาด้านบริการประชาชนที่ต้องมีความสะดวกรวดเร็วและเข้าถึงง่าย โดยเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแจ้งปัญหาและข้อเสนอแนะผ่านช่องทางดิจิทัลที่ทันสมัย เช่น แอปพลิเคชันของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เพื่อให้หน่วยงานสามารถตอบสนองและบำบัดทุกข์บำรุงสุขของพี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง” นายวรศิษฎ์ กล่าวเพิ่มเติม
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 437/2569 วันที่ 13 พ.ค. 69
