วันนี้ (10 ก.ค. 69) เวลา 15.00 น. ที่โรงแรมซิกเนเจอร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมมอบนโยบายการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ นายวิศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นางสาว ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ข้าราชการ และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม
นายอนุทิน กล่าวว่า การเดินทางมาพื้นที่ภาคใต้ในครั้งนี้ สืบเนื่องจากการเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ชายแดนในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ พร้อมทั้งเปิดด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ รัฐบาลมุ่งหวังให้ภาคใต้เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของภูมิภาค โดยได้หารือกับผู้นำมาเลเซียใน 3 ส่วนหลัก คือ ด้านความมั่นคง การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่ง ทั้งหมดนี้เป็นประตูแห่งโอกาส และจะต้องร่วมกันพัฒนาให้ก้าวหน้าควบคู่กันไปอย่างรวดเร็ว เพราะตนเชื่อว่า “ประตูแห่งโอกาส จะต้องไม่กลายเป็นช่องทางของภัยคุกคาม” การพัฒนาเศรษฐกิจและการรักษาความมั่นคงชายแดนจึงต้องเดินหน้าควบคู่กันไปด้วย
“ในวันนี้ที่เรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดใช้แดนทั้ง 5 จังหวัด เพราะอยากเน้นย้ำข้อสั่งการสำคัญ ที่จะเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของทุกท่าน โดยประการแรก ด้านการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างสูงสุด ขอให้ทุกจังหวัดทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และอาสารักษาดินแดน (อส.) บูรณาการข้อมูล การทำงานระหว่างกัน ต้องไม่มีพื้นที่ว่างที่รัฐเข้าไม่ถึงเพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเป็นผู้ประสานงานให้ราชการเอง และต้องหมั่นให้ทบทวนจุดพื้นที่เสี่ยงและจุดเปราะบาง ทั้งเส้นทางคมนาคม พื้นที่เศรษฐกิจ สถานศึกษา และศาสนสถาน เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันเชิงรุกล่วงหน้า ไม่ใช่เพียงการตอบโต้หลังเกิดเหตุ”
นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า ประการที่สอง การยกระดับงานข่าวและการป้องกันเชิงรุก ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขับเคลื่อนกลไกในพื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ โดยเฉพาะนายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และผู้นำศาสนา ในการสร้างระบบเครือข่ายให้ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลข่าวสารได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว โดยรัฐต้องให้ความคุ้มครอง เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานความมั่นคงเพื่อนำมาวิเคราะห์ และวางแผนเผชิญเหตุอย่างเป็นระบบในทุกเหตุการณ์ ประการที่สาม การยึดหลักกฎหมาย ความเป็นธรรม และสิทธิมนุษยชน กำชับให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ มีความถูกต้องเหมาะสม ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ใช้อำนาจเกินขอบเขต และต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากประชาชนรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ความไม่ไว้วางใจก็จะเกิดขึ้น และอาจกลายเป็นชนวนเหตุที่ถูกนำไปใช้สร้างความแตกแยกในสังคมได้
“ประการที่สี่ ทำสงครามกับยาเสพติดอย่างจริงจังผ่านปฏิบัติการ “Operation 90 Days พิฆาตยาเสพติด” โดยขอเน้นย้ำให้ระดมสรรพกำลังในระยะเวลา 3 เดือนนี้ เพื่อผ่าโครงสร้างปัญหายาเสพติดที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกับกลุ่มอิทธิพล โดยให้ขยายผลจากผู้ค้ารายย่อยไปสู่รายใหญ่ และใช้กลไกการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในการติดตามเส้นทางการเงินเพื่อทำลายฐานเศรษฐกิจของขบวนการทั้งหมด ที่สำคัญต้องป้องกันเชิงรุกไม่ให้มีผู้เสพรายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนซึ่งถือเป็น “พื้นที่ห้ามสูญเสีย” โดยเด็ดขาด ประการที่ห้า การยกระดับการบริหารจัดการชายแดนทั้งระบบผ่าน ศบค.ชด. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชื่อมโยงการทำงานอย่างใกล้ชิดกับศูนย์บูรณาการด้านความมั่นคงชายแดน เพื่อให้รู้สถานการณ์จริงและสั่งการได้อย่างรวดเร็ว โดยมุ่งเน้นการปราบปรามภัยความมั่นคงยุคใหม่ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และยาเสพติด พร้อมทั้งให้เอ็กซเรย์ทบทวนช่องทางธรรมชาติและจุดผ่านแดนต่าง ๆ โดยต้องสร้างความสมดุลระหว่างความสะดวกในการใช้ชีวิตของประชาชนกับการรักษาความมั่นคงของประเทศ“ นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า ประการที่หก การขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้ทั้งระบบ ให้ทุกจังหวัดวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจแบบเชื่อมโยงกันทั้งภูมิภาค โดยจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเชื่อมกับสงขลา สงขลาเชื่อมกับพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้ และเชื่อมโยงต่อไปยังประเทศมาเลเซียและตลาดภูมิภาค เพื่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง และประการที่เจ็ด การใช้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นพลัง และการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ให้นำมิติสังคมพหุวัฒนธรรมมาสร้างความเข้าใจ โดยดึงผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น และเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อลดความหวาดระแวงระหว่างรัฐกับประชาชน พร้อมทั้งขอให้ถอดบทเรียนจากอุทกภัยในปีที่ผ่านมา โดยขอเน้นย้ำว่า “น้ำต้องไม่เป็นภัยต่อชีวิตประชาชน และเป็นทรัพยากรที่สร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่” ทุกจังหวัดจึงต้องจัดทำแผนเตือนภัย การระบายน้ำ และการกักเก็บน้ำล่วงหน้าให้ชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยซ้ำซาก เพื่อไม่ให้เกิดความทุกข์ยากซ้ำเดิมบั่นทอนประชาชน
นายอนุทิน กล่าวในช่วงท้ายว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บริหารทุกท่านที่นั่งอยู่ในที่นี้ คือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็น “ผู้แทนของรัฐบาล” ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข และถือเป็น “ความหวังสูงสุดของพี่น้องประชาชน” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้น บทบาทหน้าที่ของทุกท่านจึงไม่ใช่เพียงแค่การประคับประคองราชการไปวัน ๆ หรือปฏิบัติงานตามวงรอบเดิม ๆ แต่ทุกท่านต้องสวมบทบาทการเป็น “ผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง” ที่พร้อมจะรับฟังเสียงสะท้อนของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความผาสุกที่ยั่งยืน นำพาพี่น้องประชาชนในพื้นที่พหุวัฒนธรรมก้าวไปสู่สันติสุขที่แท้จริงอย่างมั่นคงสืบ
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 646/2569 วันที่ 10 ก.ค. 2569
