“วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าติดตามการแก้ไขปัญหาการกระทำความผิดของบุคคลต่างด้าวในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะเกาะสมุยและเกาะพะงัน หลังจากก่อนหน้านี้มีการรับข้อมูลและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบปัญหานอมินี การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การถือครองที่ดิน โรงแรม และการทำงานของแรงงานต่างด้าว ล่าสุดการดำเนินงานเริ่มขยายผลจากการคัดกรองข้อมูลไปสู่การตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
“มท.4” กำชับให้การทำงานไม่หยุดอยู่เพียงการตรวจสอบรายชื่อหรือการตรวจพบความผิดปกติ แต่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ตั้งแต่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ดิน สรรพากร ฝ่ายปกครอง แรงงาน และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงตลอดกระบวนการว่า ใครประกอบธุรกิจอย่างถูกต้อง ใครมีความเสี่ยง และกรณีใดพบการกระทำผิดต้องเดินหน้าตามขั้นตอนของกฎหมาย
ข้อมูลจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีระบุว่า มีนิติบุคคลในจังหวัด 25,864 ราย ในจำนวนนี้มีนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ 11,721 ราย และกลุ่มที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติในสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 49 จำนวน 9,281 ราย โดยเฉพาะเกาะสมุยมีนิติบุคคล 12,906 ราย และเกาะพะงัน 5,009 ราย ทำให้ทั้งสองพื้นที่ถูกจับตาเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญที่ต้องตรวจสอบการประกอบธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมาย
ในขั้นตอนการคัดกรองข้อมูล สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานีพบข้อมูลนิติบุคคลที่มีที่ตั้งบริษัทซ้ำกัน 5,486 ราย และพบบุคคลที่ถือหุ้นซ้ำกันหลายบริษัท 4,621 ราย ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับนำไปวิเคราะห์และคัดกรองเชิงลึกต่อไป โดยไม่ได้หมายความว่าทุกรายเป็นการกระทำผิด แต่เป็นข้อมูลที่ต้องนำไปตรวจสอบข้อเท็จจริงตามอำนาจหน้าที่
ด้านกรมสรรพากร โดยสำนักงานสรรพากรพื้นที่สุราษฎร์ธานี 2 อยู่ระหว่างตรวจสอบกรณีที่อาจเข้าข่ายการใช้นอมินีและการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 110 ราย ดำเนินการแล้ว 12 ราย และอยู่ระหว่างดำเนินการ 98 ราย โดยกลุ่มที่ดำเนินการแล้วมีมูลค่ารวม 7.538 ล้านบาท สะท้อนการนำข้อมูลจากการคัดกรองไปสู่การตรวจสอบด้านภาษีและการประกอบธุรกิจจริง
อีกจุดที่เริ่มเห็นผลชัด คือการตรวจสอบการถือครองที่ดินบนเกาะพะงัน จากการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลที่ถือครองที่ดินในพื้นที่เกาะพะงันจำนวน 1,832 ราย พบกลุ่มนิติบุคคล 112 รายที่มีข้อมูลสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างด้าวเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดและต้องดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอน โดยกลุ่มดังกล่าวถือครองที่ดินรวม 124 แปลง เนื้อที่ประมาณ 86 ไร่ 3 งาน 42.4 ตารางวา
ในจำนวน 112 ราย แบ่งเป็นกรณีที่ตรวจพบใหม่ 104 ราย และกรณีที่มีคำพิพากษาศาลแล้ว 8 ราย ขณะที่การดำเนินการด้านที่ดินได้เดินหน้าเป็นขั้นตอน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำสั่งจำหน่ายที่ดินแล้ว 8 ราย รวม 9 แปลง อยู่ระหว่างพิจารณาสั่งจำหน่ายอีก 28 ราย และสำนักงานที่ดินส่วนแยกเกาะพะงันอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอจำหน่ายอีก 76 ราย
“วรศิษฎ์” ให้ความสำคัญกับข้อมูลชุดนี้ในฐานะ งานที่ต้องติดตามต่อจนเห็นผล โดยกำชับให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมติดตามว่ากรณีที่ตรวจพบเดินหน้าไปถึงขั้นใดแล้ว ไม่ให้ปัญหาถูกทิ้งไว้เพียงในรูปของตัวเลขหรือรายงานการตรวจสอบ
ขณะเดียวกัน การดำเนินการในพื้นที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องที่ดิน แต่ขยายไปถึงการประกอบธุรกิจและโรงแรม โดยตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นมา มีการดำเนินคดีในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงันหลายกรณี ทั้งคดีที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน คดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาของอัยการ และคดีที่มีการออกหมายจับแล้ว
ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้กำหนดเป้าหมายเข้าตรวจสอบหลายจุดในพื้นที่เกาะพะงัน ทั้งกรณีโรงแรมที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต การตรวจสอบบริษัทที่เกี่ยวข้อง และสถานประกอบการอื่นที่อาจเข้าข่ายความผิด เป็นการนำข้อมูลจากการคัดกรองไปสู่การตรวจสอบในพื้นที่จริงและขยายผลตามพยานหลักฐาน
ส่วนการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีการออกใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าว 7,542 ราย แบ่งเป็นเกาะสมุย 4,101 ราย และเกาะพะงัน 2,513 ราย ขณะเดียวกันมีการดำเนินคดี 104 ราย ทั้งกรณีทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตหรือทำงานนอกเหนือสิทธิ และกรณีประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย รวมถึงดำเนินคดีกับนายจ้างและสถานประกอบการ 46 ราย
“เรื่องที่ประชาชนสะท้อนหรือเป็นปัญหาในพื้นที่ เมื่อรับเรื่องมาแล้วต้องตามต่อ และต้องดูให้เห็นว่าการทำงานเดินหน้าไปถึงขั้นไหนแล้ว หากพบการกระทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องก็ต้องได้รับความเป็นธรรม”
รมช.มหาดไทย กล่าวว่า แนวทางของกระทรวงมหาดไทยคือการทำงานบนข้อมูลจริงและบูรณาการทุกหน่วยงาน เพราะปัญหานอมินี ธุรกิจต่างด้าว ที่ดิน โรงแรม และแรงงาน มีความเชื่อมโยงกัน การแก้ปัญหาจึงต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางของข้อมูลไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมาย
“เราไม่ได้มุ่งเล่นงานผู้ประกอบการต่างชาติ แต่ต้องทำให้กติกาชัดเจน คนที่ทำถูกต้องต้องสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นใจ ส่วนใครใช้ช่องโหว่ ใช้นอมินี หรือฝ่าฝืนกฎหมาย ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม”
“มท.4” ย้ำให้หน่วยงานในพื้นที่ “ตรวจให้จริง ขยายผลให้ถึง และติดตามให้จบ” โดยเฉพาะเกาะสมุยและเกาะพะงัน ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนคดี แต่คือการทำให้เห็นผลว่าข้อมูลที่ตรวจพบถูกนำไปดำเนินการอย่างไร ใครผิดต้องรับผิดตามกฎหมาย ขณะที่ผู้ประกอบการสุจริตต้องได้รับความเป็นธรรม
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 878/2569 วันที่ 25 ส.ค. 2569
