จากสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดน่านที่กำลังเร่งเข้าสู่ระยะฟื้นฟูและเยียวยาประชาชน ภายหลังเกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ รัฐบาลได้กำชับให้เร่งจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ลดขั้นตอนการยื่นเอกสาร และย้ำว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องถ่ายสำเนาเอกสารในส่วนที่รัฐสามารถตรวจสอบข้อมูลได้
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวว่า บทเรียนจากสถานการณ์น้ำท่วมน่านสะท้อนให้เห็นชัดว่า ในเวลาที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน ระบบราชการต้องทำหน้าที่ “ลดภาระ” ไม่ใช่ “เพิ่มภาระ” โดยเฉพาะกระบวนการช่วยเหลือที่ต้องอาศัย อปท. เป็นกลไกสำคัญในการรับเรื่อง สำรวจความเสียหาย และส่งต่อการช่วยเหลือถึงประชาชนในพื้นที่
“เมื่อเกิดน้ำท่วม ประชาชนบางคนบ้านเสียหาย ทรัพย์สินเสียหาย บางครอบครัวกำลังหาที่อยู่ใหม่ สิ่งที่รัฐต้องคิดคือทำอย่างไรให้ความช่วยเหลือไปถึงเขาเร็วที่สุด ไม่ใช่ให้เขาต้องเดินทางหลายรอบเพื่อหาเอกสารที่หน่วยงานรัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว”
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ในฐานะผู้กำกับดูแล สถ. ได้ให้ความสำคัญกับการทบทวนกระบวนการทำงานของ อปท. โดยเฉพาะภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือประชาชนและการเยียวยาผู้ประสบภัย เพื่อพิจารณาว่า ขั้นตอนใดจำเป็น ขั้นตอนใดซ้ำซ้อน และข้อมูลใดที่ภาครัฐสามารถใช้ร่วมกันได้ โดยต้องดำเนินการภายใต้กฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์การใช้จ่ายงบประมาณอย่างถูกต้อง
“ลดขั้นตอนไม่ได้แปลว่าลดการตรวจสอบ และการอำนวยความสะดวกไม่ได้แปลว่าปล่อยให้ระบบหลวม ตรงกันข้าม เราต้องทำให้ระบบสั้นลง แต่ยังตรวจสอบได้ครบถ้วน”
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมน่าน ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการทำงานในภาวะเร่งด่วน โดยมีการเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อเดินหน้าช่วยเหลือประชาชน ขณะที่รัฐบาลได้เพิ่มวงเงินทดรองราชการสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยในจังหวัดน่านอีก 100 ล้านบาท และเปิดทางให้สามารถดำเนินการบางรายการนอกเหนือหลักเกณฑ์ได้ตามกรอบที่กำหนด เพื่อให้การช่วยเหลือทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือ ไม่ให้บทเรียนจากน่านจบลงเฉพาะพื้นที่น่าน แต่ต้องนำมาปรับปรุงระบบการทำงานของท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึ่งประชาชนต้องการความรวดเร็วมากกว่าปกติ
แนวทางที่ต้องการให้ สถ. และ อปท. ให้ความสำคัญ ประกอบด้วย 1. ข้อมูลที่รัฐมีแล้ว ต้องไม่เรียกประชาชนซ้ำ
ตรวจสอบว่าข้อมูลใดสามารถใช้จากฐานข้อมูลของรัฐหรือกลไกในพื้นที่ได้ เพื่อลดการถ่ายสำเนาและการเดินทางมาติดต่อหลายครั้ง 2. อปท. ต้องเป็น “ด่านหน้า” ของประชาชน เมื่อเกิดภัย อปท. ต้องสามารถรับเรื่อง สำรวจความเสียหาย ประสานหน่วยงาน และติดตามการช่วยเหลือ โดยประชาชนไม่ควรถูกปล่อยให้เดินเรื่องเองระหว่างหลายหน่วยงาน 3. ลดขั้นตอน แต่ต้องมีหลักฐาน
การช่วยเหลือที่รวดเร็วต้องเดินคู่กับความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างมั่นใจ และประชาชนได้รับความเป็นธรรม และ 4. จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การแก้ระบบ สถ. ต้องนำปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจากพื้นที่มาทบทวนเป็นแนวทางกลาง เพื่อให้อปท.ทั่วประเทศสามารถนำไปปรับใช้ได้ ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้เป็นรายกรณี
นายวรศิษฎ์ ย้ำว่า อปท. คือหน่วยงานที่อยู่ใกล้ประชาชนที่สุด ดังนั้นการพัฒนาท้องถิ่นไม่ใช่เพียงการเพิ่มศักยภาพของเจ้าหน้าที่ แต่ต้องทำให้ประชาชน “เข้าถึงรัฐได้ง่ายขึ้น” ด้วย
“ผมอยากเห็นท้องถิ่นเป็นที่พึ่งของประชาชนจริง ๆ เมื่อเกิดน้ำท่วม ไฟไหม้ หรือภัยพิบัติ ประชาชนต้องรู้ว่าเดินเข้าหา อปท. แล้วจะมีคนรับเรื่อง มีคนลงพื้นที่ และมีคนติดตามต่อ ไม่ใช่เดินกลับบ้านพร้อมเอกสารที่ต้องไปหาเพิ่ม”
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นโยบายลดขั้นตอนจึงไม่ใช่เรื่องของการ “ลดกระดาษ” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับวิธีคิดของภาครัฐจาก “ให้ประชาชนมาหาเรา” เป็น “รัฐต้องอำนวยความสะดวกให้ประชาชน”
“เวลาน้ำท่วม ประชาชนต้องการความช่วยเหลือ ไม่ใช่กองเอกสาร รัฐมีข้อมูลอะไรอยู่แล้ว ต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ช่วยให้เร็วขึ้น และทำให้ทุกบาททุกสตางค์ยังตรวจสอบได้”
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวจะให้ สถ. นำไปประสานและกำชับ อปท. เพื่อให้เกิดมาตรฐานการทำงานที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะภารกิจช่วยเหลือประชาชนในช่วงเกิดภัยพิบัติ เพื่อให้ “ท้องถิ่นใกล้ประชาชนขึ้น ระบบราชการง่ายขึ้น และความช่วยเหลือถึงมือประชาชนเร็วขึ้น”
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 871/2569 วันที่ 24 ส.ค. 2569
