วันนี้ (6 พ.ค. 69) เวลา 09.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษ “24 ปี กับการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่รวดเร็ว…ทั่วถึง…และเป็นธรรม…เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้า : คือความไม่ยุติธรรม” โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม พร้อมพร้อมบันทึกภาพร่วมกับหน่วยงานที่ได้รับโล่รางวัลเชิดชูเกียรติแก่บุคคลหรือองค์กรที่ให้การสนับสนุนดำเนินงานช่วยเหลือเยียวยาเหยื่อด้วยความยุติธรรม โดยมี พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา หรือผู้แทน ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ ร่วมงาน ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคาร IMPACT FORUM เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี
โดยกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ได้รับโล่รางวัลเชิดชูเกียรติแก่บุคคลหรือองค์กรที่ให้การสนับสนุนดำเนินงานช่วยเหลือเยียวยาเหยื่อด้วยความยุติธรรม ในโอกาสนี้ด้วย
นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศใดจะดำรงอยู่ได้ด้วยความมั่นคงและสมานฉันท์ ประเทศนั้นจะต้องตั้งอยู่บนรากฐานแห่งความยุติธรรมและหลักนิติธรรม ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการคุ้มครองช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมและเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือจำเลย ทั้งที่ไม่ได้กระทำความผิด การคุ้มครองช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์นี้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม รวมทั้งคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยของเรา ซึ่งจะได้รับความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลแห่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และหลักสิทธิมนุษยชนสากล
“ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 69 รัฐบาลยึดมั่นในหลักยุติธรรมหรือ Rule of Law ที่ทุกคนจะอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียม เสมอภาคกัน และคำนึงถึงความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในสังคมประชาธิปไตย การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม เรื่องปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อลดอุปสรรคและภาระที่ไม่จำเป็นของพี่น้องประชาชน รวมทั้งให้ความสำคัญในการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมาปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกและตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และเป็นธรรม” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อไปอีกว่า ในกรณีที่ผู้บริสุทธิ์ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีอาญา ไม่ว่าจะเป็นสถานะของผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย คนเหล่านี้อาจจะต้องเผชิญกับการละเมิดสิทธิและได้รับบาดเจ็บ เสื่อมเสียชื่อเสียง สูญเสียอิสรภาพ หรือสูญเสียชีวิต ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่และมีผลกระทบที่รุนแรงต่อชีวิตอย่างมาก ถือเป็นวิกฤตของคนคนหนึ่ง รวมถึงญาติสนิทมิตรสหาย ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐจะต้องรับผิดชอบ รัฐบาลจะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองและช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชน ต้องกำหนดนโยบายที่ต้องสร้างความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน รวมทั้งการแก้ไขและอุดช่องว่างความบกพร่องในกระบวนการยุติธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ต้องตกเป็นจำเลยหรือที่รู้จักกันดีว่า “แพะ” ทั้งที่ไม่ได้กระทำความผิด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญตลอดมา
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ที่มี พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนต่อจำเลยในคดีอาญา รัฐบาลให้ความช่วยเหลือเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นผู้บริสุทธิ์ไปแล้วกว่า 145,000 ราย รวมเป็นเงิน 8,000 กว่าล้านบาท รวมถึงชาวต่างชาติ ที่ให้ความช่วยเหลือไปแล้วกว่า 1,000 ราย เป็นเงินกว่า 47 ล้านบาท ตรงนี้ถือว่าไม่เป็นผลงาน แต่ถือเป็นความน่าอัปยศอดสู ที่เราไม่สามารถนำคนกระทำผิดจริง ๆ เข้าไปรับโทษได้ แต่เรานำคนที่ไม่ได้กระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นการยัดข้อหา ยัดเยียดความผิด และต้องไปต่อสู้คดี ประสบความยากลำบากตรงนี้ เป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญกับบุคคลที่ถูกกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรม เราจึงต้องคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้อำนวยความสะดวกและความเป็นธรรมให้ทุกคนได้อย่างเต็มที่
“ในขณะที่ตนได้ศึกษาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เรามีพิธีปฏิญาณตนในทุกเช้า ซึ่งคำสุดท้ายของคำปฏิญาณตนนั้น “…one Nation under God, indivisible, with liberty and justice for all.” หมายความว่าประเทศจะถูกแบ่งแยกไม่ได้ และความยุติธรรมจะต้องเกิดขึ้นกับคนทุกคน เมื่อมีหลักความยุติธรรมในการบริหารบ้านเมืองแล้ว อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนทั่วไปแล้ว เราต้องใช้คำว่า “Justice” ทุกคนจะต้องเท่าเทียมกันไม่ว่าจะอยู่สถานะใดก็ตาม ขอยืนยันว่ารัฐบาลจะยืนเคียงข้างประชาชนทุกคนที่ตกเป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบช่วยเหลือเยียวยา และที่สำคัญที่สุดต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับหลักนิติธรรมไม่ให้มีเหยื่อรายใหม่เกิดขึ้น และคนที่ไม่อำนวยความยุติธรรมให้กับคนที่ควรได้รับความยุติธรรมจะต้องได้รับการลงโทษมากกว่าคนที่กระทำผิดด้วยซ้ำ นี่คือจุดยืนของรัฐบาลและหวังว่าทุกคนจะยึดถือหลักนี้ในการบริหารบ้านเมือง” นายอนุทิน กล่าวเน้นย้ำ
นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เหยื่อบางรายอาจจะถูกมองว่าเป็นคนเล็กคนน้อยในสังคมซึ่งถูกมองข้าม แต่โลกนี้มีคำกล่าวไว้ว่า หากจะมองดูว่าชาติใดมีความเป็นอารยะหรือเจริญเพียงใด ให้มองวิธีที่เขาปฏิบัติต่อคนที่เปราะบางและมีพลังน้อยที่สุดในสังคม เราต้องก้าวข้ามหลุมนี้ให้ได้เพราะประเทศไทยต้องเป็นประเทศที่มีอารยะ เราจะเข้าเป็นประเทศสมาชิก OECD ซึ่งจะยกระดับความน่าเชื่อถือให้กับประเทศ เรามีความตั้งใจและมีความพร้อมที่จะทำให้เกิดความอารยะในประเทศของเราไม่แพ้ใคร จึงขอให้ผู้บริหารที่รับผิดชอบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ยึดหลักปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนต้อง “รวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม” ซึ่ง “รวดเร็ว” คือ เมื่อเกิดเหตุรัฐต้องเข้าไปดูแลโดยที่ประชาชนไม่ต้องร้องขอ “ทั่วถึง” คือ ไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ว่าใกล้ไกล สิทธิความคุ้มครองช่วยเหลือเยียวยาต้องเท่าเทียมกัน “เป็นธรรม” คือ ต้องพิจารณาให้กับผู้เสียหายอย่างแท้จริง ข้าราชการต้องทำงานเชิงรุกมุ่งช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วและทันท่วงที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยเฉพาะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อต้องไม่ถูกปล่อยให้รอคอยความช่วยเหลืออย่างล่าช้า ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมและทำให้เจ็บปวดมากยิ่งขึ้น ดังคำที่บัญญัติว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม”
ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะพ่อเมืองของจังหวัด มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด ท่านได้รับมอบหมายและมอบอำนาจการตัดสินใจในการดูแลจังหวัดของท่านอย่างเต็มที่ เปรียบเสมือนเป็น “นายกรัฐมนตรีของจังหวัด” สิ่งเหล่านี้ขอให้ท่านได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานกระทรวงยุติธรรม ในการอำนวยความเป็นธรรมและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนอย่างรอบด้าน เราไม่ต้องการช่วยเหลือผู้เสียหายที่มีความหมายเพียงการเยียวยาเท่านั้น แต่ต้องทำด้วยประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนคุณภาพในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐต่อประชาชน
ปัจจุบันภาพลักษณ์ของประเทศไทยไม่ได้พิจารณาจากความเจริญของเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่รวมถึงศักยภาพของรัฐบาลในการคุ้มครองดูแลสิทธิและเสรีภาพของประชาชน การเข้าสู่สมาชิก OECD ของประเทศไทย เรื่องของหลักความยุติธรรมคือหนึ่งในตัวชี้วัด ซึ่งความคงเส้นคงวาและความมีมาตรฐานที่คาดการณ์ได้ รวมไปถึงการบังคับใช้กฎหมายที่นักลงทุนทั่วโลกจะใช้ในการพิจารณาตัดสินใจลงทุน ท่องเที่ยว หรือทำกิจการร่วมกันกับประเทศไทย ขอย้ำว่ารัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนาระบบการช่วยเหลือเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งนี้เพื่อให้เกิดระบบที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและสะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่ดีด้านกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในสายตาชาวโลก เป็นที่น่าเชื่อถือเชื่อมั่น ทำให้ประเทศไทยของเรามีการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
“ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับโล่รางวัล ประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติ ในการที่ท่านได้บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่รวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม ในการที่ท่านได้ทำให้ประชาชนทั่วไปได้พ้นจากความทุกข์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่ายกย่องเชิดชู ตนขอแสดงความชื่นชมและศรัทธาด้วยใจจริง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านที่มาในวันนี้จะได้รับข้อมูลความรู้ข่าวสารเพิ่มเติม ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลจะยืนเคียงข้างทำงานร่วมกับทุกคนในการอำนวยความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับทุกคนที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้” นายอนุทิน กล่าวในช่วงท้าย
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 412/2569 วันที่ 6 พ.ค. 69
