วันนี้ (7 พ.ค. 69) เวลา 12.00 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมี นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะประธานกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พร้อมด้วยคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เข้าร่วม ณ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ ถนนงามวงศ์วาน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ เดินทางไปยังศูนย์สั่งการจ่ายไฟฟ้าอัตโนมัติ (SCADA/TDMS) รับฟังการรายงานโครงสร้างระบบไฟฟ้าของประเทศไทย และการดำเนินโครงการต่าง ๆ ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จากนั้น รับชมสถานีชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า PEA EV Station Hub แล้วร่วมประชุมมอบนโยบาย ณ ห้องประชุมรัตนโกสินทร์ ชั้น 23 อาคาร 5
นายพลพีร์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีภารกิจสำคัญในการดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ท่ามกลางบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การทำงานของเราจึงต้องมีความรวดเร็ว ฉับไว และรู้เท่าทันสถานการณ์ โดยยึด “ประชาชน” เป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมาย และมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยพร้อมที่จะสนับสนุน กำกับดูแล และประสานงานร่วมกับทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้ทุกภารกิจสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
“กฟภ. ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน สังคม และประเทศชาติ ผมจึงขอให้ กฟภ. ช่วยสนับสนุนภารกิจของภาครัฐในการดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง ปัจจุบัน ทุกหน่วยงานด้านพลังงานต่างต้องเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการนำแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมมาบูรณาการเข้ากับการทำงาน จึงเป็นรากฐานสำคัญสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายในระยะยาว” นายพลพีร์ กล่าว
จากการที่รัฐบาลได้มีนโยบายในการปรับอัตราค่าไฟฟ้า สำหรับ 200 หน่วยแรกในราคา 3.00 บาท ซึ่งจะเริ่มในเดือนพฤษภาคม 69 นี้ ตน ได้หารือร่วมกับผู้บริหารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อเตรียมรับมือและประเมินผลกระทบ แม้นโยบายดังกล่าวอาจส่งผลให้รายได้ขององค์กรลดลง แต่ กฟภ. ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ขับเคลื่อนและรักษาสมดุลขององค์กรควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนการซื้อไฟฟ้าจาก กฟผ. อย่างมีประสิทธิภาพ
การลงทุนด้าน Data Center กฟภ. มีแนวทางในการผลักดันให้จัดเก็บอัตราค่าไฟฟ้าในเรทพรีเมียม ซึ่งต้องแยกจากอัตราของประชาชนทั่วไป และต้องมีหลักประกันการจ่ายค่าไฟฟ้าที่ชัดเจน เนื่องจากการลงทุนขนาดใหญ่ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและอาจตกเป็นภาระของประชาชน โดยต้องมีแนวทาง อาทิ ต้องกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เหล่านี้บูรณาการการใช้พลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบในสัดส่วน 1 ต่อ 2
ในส่วนของการส่งเสริมพลังงานสะอาด กฟภ. มุ่งยกระดับการให้บริการเป็นรูปแบบ One Stop Service (OSS) อย่างเต็มตัว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและกลุ่มธุรกิจ SMEs ในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์และโซลาร์รูฟท็อป โดยจะดูแลครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การจัดการเอกสาร การรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงการให้คำปรึกษาด้านระยะเวลาคืนทุนและแหล่งสินเชื่อ เพื่อช่วยประชาชนลดต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ กฟภ. ยังได้เตรียมบูรณาการความร่วมมือกับกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ OTOP และ SMEs สามารถเข้าถึงพลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว
สำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน กฟภ. มีแผนเดินหน้าขยายเขตบริการไฟฟ้าไปยังพื้นที่ห่างไกล เพื่อสนับสนุนภาคการเกษตรและยกระดับคุณภาพชีวิตของครัวเรือน โดยจะเร่งดำเนินการ “ตีระฆังให้กังวาน” หรือประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบถึงแผนงานอย่างทั่วถึง ควบคู่ไปกับการขยายสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (EV Station) ทั่วประเทศเพื่อรองรับนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาล โดยมีแผนพัฒนาแอปพลิเคชันให้สามารถใช้งานครอบคลุมทุกสถานีได้ในแอปเดียว รวมถึงการยกระดับการให้บริการสู่ระบบชาร์จความเร็วสูง (High Voltage) ที่เน้นความคุ้มค่าและประหยัดเวลา (Higher price, low time) พร้อมทั้งศึกษาและวางแผนรองรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างเพียงพอ
ด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่ง กฟภ. ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อไปคือการยกระดับการบูรณาการความร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งในด้านการรองรับภัยพิบัติ การฟื้นฟู และการให้บริการไฟฟ้าในภาวะฉุกเฉิน โดยเน้นย้ำถึงการปฏิบัติงานที่รวดเร็ว ฉับไว และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ
“สิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งคือการประชาสัมพันธ์ให้สังคมได้รับรู้ถึงความมุ่งมั่นของ กฟภ. ในการคืนกำไรสู่สังคมผ่านการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อดูแลประชาชน แม้จะต้องสูญเสียรายได้บางส่วนเพื่อแลกกับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของสังคมก็ตาม กฟภ. มีแผนลงพื้นที่จริงเพื่อเผยแพร่โครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว อาทิ การให้บริการทำตู้กดน้ำเย็นตามโรงเรียน และการขยายเขตไฟฟ้าบนเกาะขนาดใหญ่ เช่น เกาะสมุย นอกจากนี้ ยังมีโครงการไฮไลต์ที่มุ่งเน้นการดูแลกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ โครงการ “PEA Solar Man” ที่ดำเนินการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 กิโลวัตต์ ให้กับบ้านของผู้ป่วยติดเตียงทั่วประเทศเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงโครงการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศจำนวน 500 แห่ง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ซึ่งจะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่โรงพยาบาลได้ถึงร้อยละ 20” นายพลพีร์ กล่าวเพิ่มเติม
นายพลพีร์ กล่าวในช่วงท้ายว่า ตนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพและความมุ่งมั่นของทุกท่าน ว่าจะสามารถนำนโยบายของภาครัฐที่ได้มอบหมายในวันนี้ ไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ขอให้พวกเราทุกคนร่วมมือปฏิบัติงานกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อสร้างสรรค์ความสุขให้แก่พี่น้องประชาชนชาวไทยได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 420/2569 วันที่ 7 พ.ค. 69
