วันที่ 27 ก.ค. 69 เวลา 15.00 น. ที่ Plenary Hall ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ถ.รัชดาภิเษก เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมเสวนาพูดคุยถ่ายทอดเรื่องราว “ทศวรรษแห่งการพัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี” จัดโดยภาคีเครือข่ายภาครัฐและภาคเอกชน โดยมี นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ เป็นประธานและเป็นผู้ร่วมเสวนาในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง Thailand Supply Chain Network (TSCN) และผู้ดำเนินงานโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” และ บจก.ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) และนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ร่วมเสวนา และตอบคำถามเยาวชน และภายในงานยังมีคณะผู้บริหารหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วม อาทิ ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ นางจุรีรัตน์ เทพอาสน์ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้แทนสมาคมธนาคารไทย พร้อมข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ สื่อมวลชน เครือข่าย OTOP Junior นักเรียน นิสิต นักศึกษา เด็ก และเยาวชน ทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านกีฬา ตลอดจนประชาชนผู้สนใจ ร่วมงานเป็นจำนวนมาก
นายวราวุธ กล่าวว่า การปลูกฝังองค์ความรู้และความเป็นไทยสู่เด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่จากรุ่นสู่รุ่น จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Thai Touch หรือ Soft power ที่แม้ในปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีมากมายมาช่วยในการสร้างงานและพัฒนางาน แต่ไม่มี Software ความเป็นไทยในเทคโนโลยีเหล่านั้น เฉกเช่นผลิตภัณฑ์ของไทย ล้วนเกิดจากการใช้ความรัก ความชอบ ความผูกพัน บางผลิตภัณฑ์ใช้ระยะเวลาเป็นปี ๆ ในการใช้มือและพลังความคิดในการสร้างสรรค์ สิ่งเหล่านี้จึงถือเป็น “การอวดของดี” ของคนไทย
“โดยส่วนตัว ตนได้เห็นคุณพ่อบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีโอกาสสำคัญของชีวิตทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทรัชกาล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเมื่อตนได้มีโอกาสสำคัญของชีวิตในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ตั้งแต่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงอุตสาหกรรมในปัจจุบัน จึงมุ่งมั่นแสวงหาแนวทางทุกมิติเพื่อร่วมกันถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ด้วยแนวคิด “สานต่องานที่พ่อทำ” นับแต่รัชกาลที่ 9 รัชกาลปัจจุบัน และคุณพ่อบรรหาร ศิลปอาชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2517 นั่นคือ “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” หรือเมื่อ 52 ปีที่แล้ว ด้วยการมีแก่นแท้ของการดำรงตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ การอยู่กันแบบไม่เบียดเบียนใคร ถ้อยทีถ้อยอาศัย จนปัจจุบันองค์การสหประชาชาติได้มีการประกาศหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (UN SDGs) 17 ข้อ ที่ทาง UN ยอมรับว่าเป็นการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านมาวิเคราะห์สังเคราะห์จนเกิดเป็น SDGs นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจะได้ส่งเสริมการขับเคลื่อน “มอก.9999″ หรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม มาปรับใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจอย่างยั่งยืน อันเป็นหัวใจสำคัญทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืนของโลกใบเดียวนี้” ทั้งนี้ การที่จะสืบสานได้ เราต้อง “เข้าใจรากเหง้าและวัฒนธรรมจิตวิญญาณของชนบทหรือชุมชนที่เขาอยู่” ว่าก่อร่างสร้างมาอย่างไร เพื่อที่จะ “ต่อยอด” ด้วยการ 1. มีเงิน 2. มีคน และ 3. มีใจ“
นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยเกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนตั้งแต่เกิดตราบถึงวันสุดท้ายของชีวิต ด้วยบทบาทครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ในฐานะผู้นำตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน ร่วมกับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยในมิติเศรษฐกิจ เรามี OTOP ส่งเสริมชุมชนให้เข้มแข็ง ประชาชนเติบโตและสามารถพึ่งพาตนเองได้ ด้วยการนำของที่มีคุณค่าโดดเด่นของแต่ละพื้นที่มาต่อยอดโดยกรมการพัฒนาชุมชน เช่น การย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติทดแทนสีเคมี รวมถึงการผสานพลังภาคีเครือข่ายในการถนอมอาหาร เพื่อให้สินค้าของชุมชนสามารถมีคุณค่าและเกิดมูลค่าเพิ่มผ่านการต่อยอดด้วยองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ บาง ที่ต่อยอดจากพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ผ่านกระบวนการร่วมคิดร่วมทำโดยชุมชน อันจะส่งผลให้ชุมชนมีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น
“สิ่งสำคัญที่สุด คือ “คนพื้นที่ต้องรู้ก่อนว่าในชุมชนของเรามีของดีอะไร” อะไรคือสินค้าขึ้นชื่อ อะไรที่เป็นของดีในบ้านฉัน เพื่อให้คนทั้งในพื้นที่และคนโดยทั่วไปได้มาเห็นคุณค่าของดีของพวกเรา ซึ่งน้อง ๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่ทุกคนมีความฝัน เราจะทำอะไรก็ได้ที่เกิดประโยชน์กับประเทศ ทำให้ประเทศมีความเจริญก้าวหน้า ได้รับการยอมรับจากนานาอารยประเทศ แต่สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง ดังสุภาษิตแอฟริกันที่ว่า “ถ้าอยากจะเดินให้เร็วให้เดินคนเดียว แต่ถ้าอยากเดินให้ไกลแล้วถึงจุดหมายต้องเดินไปด้วยกัน” เพราะไม่มีอะไรที่คน ๆ เดียวทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำเร็จ แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกคน และการที่เราจะเข้าถึงการพัฒนาได้ เราต้องเข้าใจ และเข้าถึงก่อน แล้วการพัฒนาจะเกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งล่าสุด กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับสำนักงาน กปร. จัดทำแผนพัฒนาพื้นที่โดยใช้แนวคิด One Plan โดยการนำโครงการพระราชดำริที่มีมากกว่า 5,000 โครงการในแต่ละพื้นที่ ดึงพลังชุมชนและประชาชนในระดับพื้นที่ร่วมกันระเบิดมาจากข้างล่าง และนำเสนอขึ้นมาในระดับกระทรวง เพราะพวกเขาในแต่ละพื้นที่รู้ว่ามีโครงการพระราชดำริอะไร และเมื่อเราพัฒนา ต่อยอดสำเร็จ โครงการเหล่านั้นก็จะอยู่ในพื้นที่ และคนที่อยู่ในพื้นที่จะต้องเป็นผู้ดูแลให้เกิดความยั่งยืนร่วมกัน โดยเยาวชนจะเป็นคนที่กลับไปพัฒนาชุมชนของตนเอง เป็นคนรุ่นใหม่ที่จะทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นสิ่งดี ๆ ในชุมชนยังคงอยู่ต่อไป“
นายอรรษิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสืบสาน รักษา และต่อยอด ต้อง “รู้ คิด ดู ทำ” รู้ว่าชุมชนมีอะไรดี ๆ อยู่ แล้วเราจะพัฒนาต่อยอดอย่างไร แล้วเราก็คิดร่วมมือกันที่จะระดมสมองว่า ควรจะสานต่อ ต่อยอดให้ดีขึ้น ถ้ายังคิดไม่ออกก็ไปดูสิ่งที่มี และที่อื่นที่เขาดีกว่าเรา ในรูปแบบ (C&D : Copy and Develop) เพื่อให้สิ่งที่มีพัฒนาต่อไปได้ และสุดท้าย เมื่อเราเห็นแล้วว่าของดีหรือของที่จะพัฒนาขึ้นคืออะไร เราก็ต้องทำ ด้วยการ “ร่วมมือช่วยกันทำ”
นายฐาปน กล่าวว่า นับถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานับเป็นระยะเวลา 10 ปีแห่งการครองศิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา และต่อยอด” พระราชปณิธานแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งการจัดงานในวันนี้ โจทย์ที่สำคัญคือคำว่า “บูรณาการ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการภาคเอกชน เพื่อจะสามารถสร้าง “เมนูบอกบุญ” ด้วยการดึงของดีหรือศักยภาพของชุมชนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งกิจกรรมในวันนี้จะเป็นการเริ่มต้นการเชื่อมโยงและเรียนรู้กันและกันระหว่างภาคเอกชนกับภาคเอกชน เพราะคำว่าสืบสาน รักษา และต่อยอด อยู่ในหัวใจของพวกเรา และเป็นเรื่องที่พวกเราทำกันมาโดยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อขยายผลให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคม ดังนั้น เราจึงมีหน้าที่ร่วมกันสืบสานบริบทลึก ๆ ของครอบครัว และสังคมไทยโดยรวม เพื่อเราทุกคนจะได้ร่วมกันทำหน้าที่สืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อเกิดประโยชน์ที่จะนำพาความสุขที่ยั่งยืนสนองพระราชปณิธานแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
“คำว่า “สืบสาน รักษา และต่อยอด ในภาคธุรกิจ” เราต้องเข้าใจว่า ชุมชนกำลังทำอะไรอยู่ รักษาด้วยการพัฒนาการที่ต่อเนื่อง พัฒนาช่องทางการตลาด และสามารถเข้าสู่กระบวนการแข่งขันได้ และคำว่า ต่อยอด ที่มันเหนือขึ้นไป คือ การใช้ “บัญชี” ต่อยอดทำธุรกิจ เพราะบัญชีจะสะท้อนความมั่นคงแข็งแรงของเงินที่เข้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งแรก คือ การรักษาสิ่งที่มี แล้วสืบสานเพื่อพัฒนา และต่อยอดด้วยมิติมากมาย เพื่อทำให้ชุมชนเกิดความยั่งยืนในทุกมิติ” นายฐาปน กล่าวสะท้อนมุมมองกับตัวแทนเยาวชนคนรุ่นใหม่ในช่วงท้าย
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 720/2569 วันที่ 28 ก.ค. 69
