วันนี้ (22 ก.ค. 69) เวลา 09.45 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบนโยบายการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในพื้นที่จังหวัดชลบุรี โดยมี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พลตำรวจโท ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 พลตรี ประเสริฐ ใจกล้า ผู้บัญชาการมณฑลทหารที่ 14 หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องสัมมนา ลอยฟ้า สวนนงนุชพัทยา อ.สัตหีบ จังหวัดชลบุรี
นายอนุทิน กล่าวว่า ปัจจุบันภัยคุกคามมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ ความปลอดภัย คุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนความเชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมาย รัฐบาลจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามทุกรูปแบบ ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านมั่นใจได้ว่า การปฏิบัติงานปราบปรามผู้มีอิทธิพล บ่อนการพนัน สถานบันเทิงผิดกฎหมาย และยาเสพติด จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่โดยไม่มีการแทรกแซงหรือข้อต่อรองใดๆ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการทำงานอย่างเต็มที่หรือ “สุดซอย” เพื่อจัดการกับผู้ที่กระทำผิดและไม่เคารพกฎหมาย
“ในฐานะข้าราชการ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ และผู้รักษากฎหมาย เราไม่สามารถปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวลหรือกระทำการท้าทายกฎหมายได้อย่างเด็ดขาด การปล่อยปละละเลยย่อมเปรียบเสมือนการยอมให้ผู้ไม่หวังดีมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ เจ้าหน้าที่จึงต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด เพื่อให้ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัวและไม่กล้าท้าทายอำนาจรัฐอีกต่อไป นี่คือเจตนารมณ์และวิธีการทำงานของรัฐบาลชุดนี้“
สำหรับพื้นที่จังหวัดชลบุรีและภาคตะวันออก ซึ่งเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยว ศูนย์กลางเศรษฐกิจ และแหล่งอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ ย่อมมีความเสี่ยงต่อการแฝงตัวของอาชญากร รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องเม็ดเงินทางเศรษฐกิจให้อยู่กับสุจริตชนและประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและอนาคตของลูกหลาน โดยไม่ยอมให้กลุ่มธุรกิจสีเทาหรือสีดำเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ จึงขอเน้นย้ำให้รักษาและยกระดับมาตรการความปลอดภัยและป้องกันอาชญากรรม เพื่อให้พื้นที่นี้เป็นต้นแบบในการสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนและเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ
“รัฐบาลพร้อมและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทุกท่านในการคุ้มครองประชาชนและจัดการกับผู้ที่ทำร้ายประเทศชาติ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ขอยืนยันและให้การรับประกันว่า การปฏิบัติหน้าที่อย่างตงฉินเพื่อปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบ จะไม่ส่งผลกระทบในทางลบต่อตำแหน่งหน้าที่การงานของท่านอย่างแน่นอน ในทางตรงกันข้าม ความทุ่มเทเสียสละเพื่อประชาชนจะเป็นแรงผลักดันให้ท่านก้าวหน้ายิ่งขึ้น ขอให้ทุกท่านยึดมั่นในสัญญาลูกผู้ชายและสโลแกนการทำงานที่ว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” โดยดำเนินการให้ถึงที่สุดอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นนโยบายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ภาคตะวันออก” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับนโยบายการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงและความปลอดภัย แบ่งออกเป็น 3 มิติสำคัญ มิติแรกคือด้านการป้องกัน ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแกนหลักในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการทำงานเป็นทีมระดับจังหวัด เชื่อมโยงข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ และวางแผนปฏิบัติการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งดึงภาคีเครือข่ายภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและแจ้งเตือน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะในประเด็นยาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกลุ่มผู้มีอิทธิพล
มิติที่สอง คือ ด้านการปราบปราม ทุกหน่วยงานต้องดำเนินการอย่างจริงจัง เด็ดขาด และต่อเนื่อง โดยยึดมั่นในหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด รัฐบาลไม่สนับสนุนการกระทำที่นอกเหนือจากกฎหมายหรือการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ แต่ต้องการให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาค การสืบสวนต้องเป็นไปอย่างรวดเร็วเพื่อขยายผลไปถึงผู้บงการ ผู้สนับสนุน และเครือข่ายรายใหญ่เพื่อทลายโครงสร้างอาชญากรรมอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมีบทบาทสำคัญในการประสานงานด้านคดีความ หากพบว่าคดีอุกฉกรรจ์มีความเสี่ยงในการได้รับการประกันตัว ผู้ว่าราชการจังหวัดควรประสานงานและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผู้มีอำนาจพิจารณาอย่างเต็มที่ เพื่อชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคม แม้แต่ละฝ่ายจะมีอิสระในการตัดสินใจ แต่การบูรณาการข้อมูลร่วมกันจะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพสูงสุด
มิติที่สาม คือ การต่อต้านยาเสพติด ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการผ่านปฏิบัติการ 90 วันอย่างเข้มข้น เพื่อตัดวงจรการค้า ลำเลียง และการแพร่ระบาด ขอให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด หากนายอำเภอและผู้นำท้องถิ่นเอาจริงเอาจังในการเฝ้าระวัง ปัญหายาเสพติดในชุมชนจะลดลงและก้าวสู่การเป็นชุมชนสีขาวได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ รัฐบาลมีแผนที่จะขยายผลการทำงานร่วมกันโดยจับคู่นายอำเภอและผู้กำกับการตำรวจทั่วประเทศ ซึ่งอาจแบ่งการสัมมนาเป็นระดับภาค เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพและทำให้การปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติดเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม
“อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการควบคุมอาวุธปืน ปัจจุบันมีเพียงเจ้าพนักงานที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เท่านั้นที่มีสิทธิ์พกพาอาวุธปืนได้ ประชาชนทั่วไป อดีตข้าราชการ หรือนักธุรกิจ ไม่สามารถพกพาอาวุธได้อีกต่อไป เนื่องจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ออกประกาศงดการต่อใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนมาเป็นเวลานานแล้ว ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน และอดีตนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ดังนั้น ใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนของประชาชนทั้งหมดจึงหมดอายุลงแล้ว การพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะหรือในยานพาหนะในขณะนี้ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หากพบเห็นการฝ่าฝืน ให้ถือว่าผู้นั้นเจตนาพกพาอาวุธโดยมิชอบและต้องถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดในทันที ซึ่งความสำเร็จทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากความร่วมมือจากทุกท่านในฐานะผู้บริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้ รัฐบาลขอยืนยันความตั้งใจที่จะสนับสนุนภารกิจของท่านให้บรรลุผลสูงสุด เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ” นายอนุทิน กล่าวในช่วงท้าย
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 694/2569 วันที่ 22 ก.ค. 69
