วันนี้ (25 ก.ค. 69) เวลา 09.00 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานเปิดงาน “มหกรรมสตรีไทยยุคใหม่ เสียงที่เปลี่ยนโลก รากฐานที่ยั่งยืน” จังหวัดกระบี่ โดยมี นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นางศรินทิพย์ ศีลาเทวากูล ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกระบี่ นายประเทือง มนตรี คณะกรรมาธิกาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาสและความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา น.ส.วีราภรณ์ เกียรติชัยพัฒน ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร.ต.ต.สิงห์คำ คำยอด ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมาธิกาธิการการพัฒนาสังคมฯ และสมาชิกเครือข่ายกลุ่มสตรีจังหวัดกระบี่ รวมกว่า 500 คน ร่วมกิจกรรม ณ ห้องประชุมโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่
โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ ร่วมรับฟังปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนดำเนินงานพัฒนาบทบาทกลุ่มสตรี “กระบี่โมเดล” เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของครอบครัวชาวกระบี่ โดยการบูรณาการมิติด้านความปลอดภัยทางสังคมเข้ากับการสร้างงานและรายได้ ช่วยให้สตรีมีความมั่นใจและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จากนั้น นายพลพีร์ เป็นประธานพิธีมอบวางวัลเชิดชูเกียรติแก่สตรีดีเด่น “ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย” และรางวัล “คณะขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี” ระดับจังหวัด อำเภอ รวม 21 รางวัล พร้อมกล่าวแสดงความยินดีและมอบแนวทางการขับเคลื่อนพัฒนาบทบาทสตรี โดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ก่อนเดินเยี่ยมชมนิทรรศการผลิตภัณฑ์ชุมชน สินค้า OTOP ของจังหวัดกระบี่
นายพลพีร์ กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติและประทับใจอย่างยิ่งที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากกลุ่มสตรีชาวกระบี่กว่า ซึ่งทุกท่านที่มาในวันนี้มีเป้าหมายที่สอดคล้องกับนโยบายในการมุ่งส่งเสริมและสร้างอาชีพให้กับสตรีทั่วประเทศ
“เรื่องทิศทางการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี การติดตามผลยอดเพื่อสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนยังต้องได้รับการปรับปรุง จึงขอให้นโยบายในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกู้ยืมเงินกองทุนฯ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนที่ 1 คือการสนับสนุนสตรีที่มีความรู้ความสามารถแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ สามารถรวมกลุ่ม 3 คน เพื่อกู้ยืมเงินจำนวน 200,000 บาท โดยใช้ระบบการค้ำประกันร่วมกัน และกำลังอยู่ในช่วงศึกษาความเป็นไปได้ในการลดจำนวนคนรวมกลุ่มลงเหลือ 1-2 คน ส่วนที่ 2 คือการนำโมเดลธุๆๅรกิจแบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มาปรับใช้ เพื่อสร้างงานและรายได้อย่างเป็นระบบ” นายพลพีร์ กล่าว
โมเดลธุรกิจแบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) การสร้างห่วงโซ่อุปทานนี้ มุ่งเน้นให้กลุ่มสตรีเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ หากสินค้าปลายทางสามารถจำหน่ายได้ดี ธุรกิจในสายพานทั้งหมดก็จะเติบโตตามไปด้วย ทั้งนี้ พช. จะทำหน้าที่เสมือนผู้ให้แฟรนไชส์ คอยให้คำปรึกษาและส่งเสริมธุรกิจให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์และวัตถุดิบของแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ จะเร่งผลักดันผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารควบคู่ไปกับสินค้าท้องถิ่น เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ของกระบี่ หรือกะหรี่ปั๊บและผัดหมี่โคราช เพื่อขยายโอกาสทางอาชีพให้กว้างขึ้น
นายพลพีร์ กล่าวต่อไปอีกว่า เรื่องการผนึกกำลังกับแพลตฟอร์ม E-commerce เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการตลาด ในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ กรมการพัฒนาชุมชนเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์ Shopee ซึ่งเป็นผลงานที่ได้รับการผลักดันในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา โดยจะมีการปรับลดอัตราค่าธรรมเนียม (GP) สำหรับสินค้าของกองทุนฯ จากเดิม 25-30% ให้เริ่มต้นเพียง 4.5% ทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้เข้ากระเป๋าเพิ่มขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนี้ Shopee ยังสนับสนุนสิทธิพิเศษในการยิงโฆษณาสินค้า OTOP และสินค้าพื้นบ้านฟรี สูงสุดถึง 10,000 – 15,000 บาทต่อเดือน หรือเกือบ 100,000 บาทต่อปีต่อหนึ่งธุรกิจ พร้อมกันนี้ พช. จะจัดอบรมให้ความรู้ด้านการขายออนไลน์แก่กลุ่มสตรี เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เรื่องการบริหารจัดการกองทุนฯ ตนมีแนวคิดที่จะจัดสรรรายได้ตอบแทนให้กับคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติโครงการเงินกู้ระดับอำเภอและระดับจังหวัด เนื่องจากคณะกรรมการเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการคัดกรองและประเมินความพร้อมของผู้กู้ เพื่อป้องกันปัญหากลุ่มบุคคลที่รวมตัวกันมากู้เงินเพื่อนำไปแบ่งกันโดยไม่ได้ประกอบอาชีพจริง ซึ่งผิดเจตนารมณ์ นอกจากนี้ เรื่องแนวทางพัฒนาแอปพลิเคชันระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน (ESS) ของกลุ่มสตรีจังหวัดกระบี่ ขอให้บูรณาการหารือร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DEs) ประสานกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เพื่อยกเว้นค่าบริการอินเทอร์เน็ตเมื่อกดใช้งานแอปพลิเคชันดังกล่าว ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประสบเหตุ โดยเฉพาะสตรีและเยาวชน สามารถขอความช่วยเหลือได้ตลอดเวลาแม้จะอยู่ในพื้นที่อับสัญญาณ เสมือนระบบ SOS ของภาครัฐ
“ขอย้ำว่ามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงบริบทและความเข้มแข็งของสตรีที่ต้องรับบทบาทเป็นเสาหลักของครอบครัว และมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของสตรีไทย ขอยืนยันตามสัญญาที่เคยให้ไว้ว่า เมื่อมีการเปิดสมัยประชุมสภาฯ ตนจะเข้าไปร่วมหารือและขอรับคำปรึกษาจากคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการของวุฒิสภา เพื่อร่วมกันผลักดันนโยบายและการดำเนินงานของ พช. ให้สตรีไทยมีความเข้มแข็ง มีอาชีพที่มั่นคง และร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมต่อไป” นายพลพีร์ กล่าวในช่วงท้าย
ด้านนายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า จังหวัดกระบี่ ได้มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาสตรีอย่างรอบด้าน โดยยึดแนวทางการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งจากระดับชุมชน สู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ควบคู่กับการเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยในสังคม และการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสตรีและภาคประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการสินค้า OTOP และเครือข่ายสตรีระดับต่างๆ ก่อให้เกิดโครงการในวันนี้ขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความเข้มแข็งของสตรีจังหวัดกระบี่ ที่มิได้เป็นเพียงผู้มีบทบาทในครอบครัว หากแต่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้มีความเข้มแข็งด้วย
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 714/2569 วันที่ 25 ก.ค. 69
