วันนี้ (13 ส.ค. 69) เวลา 09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ (รุ่นที่ 1: ภาคกลางและภาคตะวันออก) โดยมี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกทั้ง 25 จังหวัด จำนวนกว่า 600 คน เข้าร่วม ณ ห้องรอยัลจูบิลี่บอลรูม อิมแพคเมืองทองธานี จ.นนทบุรี
นายอนุทิน กล่าวว่า นายอนุทิน กล่าวว่า ในนามของรัฐบาล ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมในการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการต่อยอดซึ่งเป็นการดำเนินงานสืบเนื่องจากการ Workshop ร่วมกันระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดในช่วงที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคง และร่วมมือกันเร่งรัดแก้ไขปัญหาและนำไปสู่ประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน
“สำหรับกรอบภารกิจเร่งด่วน 9 ประเด็นหลัก ซึ่งจะได้ทำการพูดคุยกันในวันนี้ทั้ง การแก้ปัญหาบุกรุกที่ดิน, อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (Cybercrime), ธุรกิจนอมินี, การฟอกเงิน, การปราบปรามผู้มีอิทธิพล (กลุ่มอั้งยี่ซ่องโจร), การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ, การดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว, การเชื่อมโยงและจัดการฐานข้อมูล และการป้องกันปราบปรามยาเสพติด ซึ่งแม้ทั้ง 9 ประเด็นนี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประเด็นหลักของประเทศที่หากเราสามารถบริหารจัดการได้สำเร็จ ความสงบสุข ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนก็จะบังเกิดขึ้น ขณะที่ภารกิจอื่น ๆ ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และพิทักษ์สันติราษฎร์ ถือเป็นหน้าที่ประจำที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง” นายอนุทิน กล่าว
ในส่วนของแนวทางการปฏิบัติงาน เนื่องจากรูปแบบอาชญากรรมในปัจจุบันมีความซับซ้อน เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย และไม่จำกัดอยู่เพียงรูปแบบเดิม ๆ การทำงานของภาครัฐจึงต้องปรับตัว ไม่สามารถทำงานแบบแยกส่วนได้ จากประสบการณ์การทำงานด้านความมั่นคงและสังคมที่ผ่านมา ทำให้ตนเชื่อมั่นว่าหากฝ่ายปกครองและตำรวจจับมือทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง ปัญหาความปลอดภัยพื้นฐานจะสามารถแก้ไขได้สำเร็จ โดยขอให้บูรณาการทำงานร่วมกันเป็น “ทีมคู่จิ้น” หรือ “ทีมคู่ดูโอ้” ทั้งในระดับจังหวัด (ผู้ว่าฯ จับมือ ผู้การฯ) ระดับอำเภอ (นายอำเภอ จับมือ ผู้กำกับฯ) และระดับตำบล (ปลัดอำเภอ จับมือ สารวัตร) พร้อมทั้งขับเคลื่อนการทำงานด้วยชุดข้อมูลเดียวกัน (One Data) เพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมินจุดเสี่ยงในแต่ละพื้นที่สำหรับการป้องกันปัญหาก่อนเกิดเหตุอย่างมีประสิทธิภาพ
“ในด้านนโยบายและมาตรการเน้นย้ำ ขอให้ทุกหน่วยงานเร่งขับเคลื่อน “ปฏิบัติการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” ให้บรรลุผลตามกรอบเวลา สำหรับมาตรการควบคุมอาวุธปืน ขณะนี้กรมการปกครองได้ปิดระบบการออกใบอนุญาต (ป.3) ในช่วงนี้ ทำให้จะไม่มีการซื้อขายหรือครอบครองอาวุธปืนใหม่โดยบุคคลทั่วไป ทั้งยังมีแนวคิดปรับเปลี่ยนรูปแบบการมอบรางวัลแก่กำนันและผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยมจากเดิมที่เป็นอาวุธปืนไปเป็นรูปแบบอื่น เพื่อสร้างขวัญกำลังใจอย่างเหมาะสม พร้อมขอให้ฝ่ายปกครองและตำรวจร่วมกันตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืนและยาเสพติดโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ทางรัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการยกร่างปรับปรุงพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ฉบับใหม่ควบคู่ไปด้วยเพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ในระยะยาว” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับการปราบปรามผู้มีอิทธิพล สถานบันเทิงผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ ยาเสพติด และอาชญากรรมไซเบอร์ ขอให้ผู้ปฏิบัติงานยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” โดยมุ่งเน้นที่การกระทำความผิดเป็นหลัก และขอให้มั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ต้องสนใจการโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอก หากมีผู้แอบอ้างชื่อนายกรัฐมนตรีหรือผู้บริหารระดับสูง ขอให้เชื่อมั่นว่าเป็นตัวปลอม “เพราะผู้บังคับบัญชาที่แท้จริงจะไม่สั่งการในสิ่งที่ผิดกฎหมายอย่างแน่นอน” หากพบกรณีดังกล่าวขอให้อัดเสียงเพื่อส่งมาดำเนินการทางวินัยและกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยขอให้ทุกฝ่ายยึดถือแนวทางหลักในการทำงานร่วมกัน คือ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล”
“สุดท้ายนี้ เป้าหมายสำคัญคือการลดจำนวนอาชญากรรมลงอย่างมีนัยสำคัญ และเข้าไปทำลายต้นตอของปัญหาด้วยความใส่ใจและความไม่เพิกเฉยต่อความเสี่ยง ขอให้ทุกท่านใช้การ Workshop ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการปรับวิธีคิด วางโครงสร้างขั้นตอนการทำงาน นำข้อมูลมาวิเคราะห์ และวัดผลเพื่อปรับปรุงแผนงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มีต่อเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างยั่งยืน”
ด้านนายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย ได้ผนึกกำลังร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติขับเคลื่อนอุดมการณ์ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” ตามผลการ Workshop เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2567 โดยกำหนด 9 ภารกิจสำคัญ ซึ่งขอเน้นย้ำให้ ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ในฐานะผู้นำพื้นที่ บูรณาการร่วมกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด, ผู้กำกับการสถานีตำรวจ, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เร่งขับเคลื่อนงานอย่างจริงจัง ทั้งการสำรวจพื้นที่นำร่องจัดการผู้บุกรุกที่สาธารณะ การกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์และธุรกิจนอมินีร่วมกับที่ดินจังหวัด การปรับปรุงบัญชีรายชื่อกลุ่มอันธพาลผู้มีอิทธิพลให้เป็นปัจจุบัน การควงคู่ผู้กำกับฯ และสถาบันการเงินลงพื้นที่เคลียร์หนี้นอกระบบ การยกระดับความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว และการปฏิบัติตาม “แผนยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” (1 ก.ค. – 30 ก.ย.) ให้บรรลุผลสำเร็จเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง เพื่อสกัดกั้นและแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนให้จบลงในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง
กองารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 807/2569 วันที่ 13 ส.ค. 2569
