วันนี้ (20 ส.ค. 69) เวลา 11.00 น. ที่โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค ถ.ราชปรารภ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดโครงการบูรณาการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนในการส่งเสริมศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจภาค/กลุ่มจังหวัดและจังหวัด ปี 69 และบรรยายพิเศษ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงพื้นที่และบูรณาการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนของกระทรวงมหาดไทย” โดยมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดด้านเศรษฐกิจ ผู้แทนหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงนายสราวุธ สุขรื่น ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม
นายนิรัตน์ ระบุว่า การจัดสัมมนาระหว่างผู้นำภาคเอกชนและรองผู้ว่าราชการจังหวัดด้านเศรษฐกิจในครั้งนี้ สะท้อนนัยสำคัญ คือ เป็นการยืนยันว่าภาคเอกชนไม่ได้อยู่ตามลำพัง เพราะ “กระทรวงมหาดไทย” เป็นตัวกลางในการพาองค์กรต่าง ๆ ทั้งระดับกระทรวง ภาคธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ ตลอดจนภาคีเครือข่าย มาถ่ายทอดให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และยังเป็นการเสริมศักยภาพ “รองผู้ว่าราชการจังหวัดด้านเศรษฐกิจ” ที่จะได้มาแลกเปลี่ยนกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดอื่น ทำให้ได้รู้ว่าจังหวัดอื่นอยู่อย่างไร เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจ การผลิตของแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน เพื่อนำไปประยุกต์ในการสร้างมูลค่าให้กับของดีในพื้นที่จังหวัด และนำเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อสื่อสารขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการพัฒนาศักยภาพจังหวัดตามข้อเสนอภาคเอกชน ทำให้เกิดการหนุนเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่และการพัฒนาประเทศเกิดการมีส่วนร่วมอย่างแน่นแฟ้นและมั่นคง
“สิ่งสำคัญ “คนมหาดไทยไปอยู่ที่ไหนก็ต้องเป็นคนที่รักเมืองนั้นเหมือนบ้านเกิดตัวเอง” เราต้องรู้จักประชาชนให้มากที่สุด รู้พื้นที่ รู้สิ่งดี ๆ ในเมืองนั้น ๆ เพราะถ้าไม่รู้ เราก็จะทำอะไรไม่ได้ คนมหาดไทยจะอยู่ลำพังคนเดียวองค์กรเดียวไม่ได้ จึงต้องทำงานด้วยการเดินเข้าไปหาประชาชน โดยมีภาคเอกชนที่มีความพร้อมร่วมเดินไปกับเรา เพราะจะปล่อยให้เกิดความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยไม่ได้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดต้องทำให้เกิดการกระจายรายได้ให้มากที่สุด ด้วยการประสานนำความช่วยเหลือจากรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ดึงความร่วมมือจากภาคเอกชนทุกหน่วยในพื้นที่ออกมาให้มากที่สุด“
นายนิรัตน์ กล่าวอีกว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดคือผู้แทนของรัฐบาลที่จะดูแลทุกส่วนราชการในจังหวัด ทั้งมิติบังคับบัญชา และกำกับดูแล รวมถึงการดูแลทุกองค์กรในจังหวัด ทั้งมิติประสาน มิติสนับสนุน “ทำให้ทุกคน ทุกองค์กร มีที่ยืนในเมืองของท่าน” ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ภาควิชาการ หรือภาคีเครือข่ายใดก็ตาม ต้องไม่ให้เขาพูดนำเสนอเพียงแค่ในบริษัท หรือในมหาวิทยาลัย แต่ต้องดึงเขาออกมาร่วมพัฒนาเมืองไปด้วยกัน ทำหน้าที่เป็น “ผู้ประสานพลัง ด้วยการเชื่อมโยงมากขึ้น บูรณาการมากขึ้น มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่มากขึ้น” แม้ว่าจะเจอสภาพปัญหาอุปสรรคหรือความเห็นต่างจากหลากหลายกลุ่ม หลายมุมมอง แต่ “ภาคเอกชน” ต้องออกมาแสดงพลังร่วมขับเคลื่อนไปกับภาครัฐ เพราะไม่มีคนเห็นด้วย 100% ในทุกเรื่อง แต่เราต้องอธิบายให้สังคมได้เข้าใจความตั้งใจในการพัฒนาพื้นที่ “ภาครัฐสร้างโอกาส ภาคเอกชนสร้างการเติบโต ประชาชนได้ประโยชน์จากความร่วมมือ”
นายนิรัตน์ กล่าวในช่วงท้ายว่า ในบทบาทรองผู้ว่าราชการจังหวัดด้านเศรษฐกิจ ต้องรับฟังข้อเสนอภาคเอกชน และฟังเสียงสะท้อนของประชาชน พร้อมหาทางออกโดยไม่มีเงื่อนไข อะไรที่เขาทำไม่ได้เราต้องช่วยเขา แม้บางเรื่องไม่ได้อยู่ในตำรา แต่ความเดือดร้อนของประชาชนเราต้องไม่แพ้ แสวงหาแนวทางตามระเบียบกฎหมายเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด “ต้องกล้านำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเมือง” กล้านำพาภาคเอกชนเดินไปสู่จุดที่เมืองของเขาควรเป็น สร้างเวทีให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ต่อเนื่องกันตลอดเวลา “มีหัวใจรักประชาชน บอกรัฐบาลถึงสิ่งที่เมืองนั้นต้องการ ช่วยสนับสนุนบทบาทภาคเอกชนทุกกลุ่มให้โตไปได้อีก และนำพาภาคเอกชนคืนกำไรให้ประชาชนคนอื่น เพื่อขับเคลื่อนความสงบสุข ขับเคลื่อนภาพลักษณ์ของเมืองให้มีแต่ความผาสุกอย่างยั่งยืน
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 855/2569 วันที่ 20 ส.ค. 69
