วันที่ 31 ส.ค. 69 เวลา 16.30 น. ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนากรัฐมนตรี นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายภาสกร บุญญลักษม์ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
ในโอกาสนี้ นายอนุทิน และคณะฯ รับฟังการสะท้อนปัญหาและความต้องการของตัวแทนพี่น้องประชาชน ผู้นำทางศาสนา และข้าราชการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
นายอนุทิน กล่าวว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง มีความพร้อมในการพัฒนาทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การเกษตร และการประมง ตลอดระยะเวลากว่า 22 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มีโอกาสลงพื้นที่ปฏิบัติงานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความคุ้นเคยและเข้าใจในพื้นที่เป็นอย่างดี เพราะพื้นที่แห่งนี้มีวัฒนธรรมและองค์ความรู้ที่มีมาอย่างยาวนาน อย่างปัตตานีมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการค้าและการประมง มีทางออกสู่ทะเลที่ชัดเจน พื้นที่มีพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ มีแนวชายแดนติดกับประเทศมาเลเซีย และมีพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างอำเภอสุไหงโก-ลก ทำให้เห็นว่าหากเราสามารถสร้างความปลอดภัยและความสงบสุขให้เกิดขึ้นได้ พื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพอย่างยิ่ง
“ภาพความประทับใจจากในอดีตที่ตนได้เคยลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลเทพา ได้เห็นการอยู่ร่วมกันของสังคมพหุวัฒนธรรมในการให้บริการของแพทย์แผนไทย ที่มีทั้งพระภิกษุ ผู้สูงอายุชาวมุสลิม และชาวไทยพุทธ ร่วมดูแลและเกื้อกูลกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรมไม่ได้เป็นอุปสรรค แต่กลับเป็นสิ่งที่สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งที่รัฐบาลตระหนักและพร้อมเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเต็มกำลังความสามารถ รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนในทุกด้าน แต่การสร้างความเข้าใจและความเข้มแข็งเพื่อป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ การทำงานของส่วนกลางเปรียบเสมือนวัคซีนที่พร้อมให้การสนับสนุน แต่ภูมิคุ้มกันที่แท้จริงคือความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่“ นายอนุทินกล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า หากไม่ได้รับความร่วมมือจากคนในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาและการเยียวยาก็ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างคุ้มค่า ข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สอดคล้องกับแนวทางที่รัฐบาลตั้งใจดำเนินการ แต่ขอให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมมือกันสอดส่องดูแลความผิดปกติในชุมชน เพราะคนในพื้นที่ย่อมรู้ความเป็นไปได้ดีที่สุด และร่วมมือกับภาครัฐในการนำผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและสร้างความสงบสุข ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สร้างความสามัคคีให้กับสังคมไทยเป็นแผ่นอย่างแท้จริง
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 929/2569 วันที่ 1 ก.ย. 2569
