วันนี้ (1 ต.ค. 69) เวลา 10.30 น. ที่ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี นายกมูลนิธิสานใจไทย สู่ไทยใต้ เป็นประธานเปิดโครงการสานใจไทย สู่ใจใต้ รุ่นที่ 47 (พื้นที่ภาคกลาง) โดยมี นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี นายอารีย์ วงศ์อารยะ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิสานใจไทย สู่ใจใต้ นายวิชัย ศรีขวัญ รองประธานกรรมการบริหารมูลนิธิสานใจไทย สู่ใจใต้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย รองประธานกรรมการบริหารมูลนิธิสานใจไทย สู่ใจใต้ ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต เลขาธิการมูลนิธิสานใจไทย สู่ใจใต้ นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางเหมือนใจ วงศ์ใหญ่ ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ผู้แทนเหล่าทัพ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ครอบครัวอุปถัมภ์จากกรุงเทพมหานคร จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ สระบุรี และจังหวัดอ่างทอง รวม 160 ครอบครัว และเยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 320 คน
พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ขอแสดงความชื่นชมและยินดีต้อนรับเยาวชน “สานใจไทย สู่ใจใต้ รุ่นที่ 47” ซึ่งคำว่า “ครอบครัว” หมายถึง “ความเป็นญาติ” เราเป็นคนไทย และนับถือกัน อย่างที่หลาน ๆ เรียกผมว่า “ลุงแอ้ด” ก็เป็นการแสดงความนับถือและนับญาติซึ่งกันและกัน รวมถึงการเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องว่า “ผู้ใหญ่ใจดี” ทั้งท่านอารีย์ วงศ์อารยะ เป็นต้น นี่คือการสัมผัสได้ถึงคําว่าครอบครัวสานใจไทย สู่ใจใต้
พล.อ.สุรยุทธ์ ได้ฝากข้อคิดถึงเยาวชน โดยกล่าวว่า ประการที่ 1 “ต้องทำความรู้จัก” และทำความคุ้นเคยซึ่งกันและกัน เพราะเรามาจากหลายจังหวัด หลายอำเภอ หลายโรงเรียน จึงต้อง “ทำให้ความคุ้นเคยกลายเป็นความรักความสามัคคี” เพราะการพบปะเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้เราได้ทำงานร่วมกันในอนาคตทั้งในฐานะสานใจไทย สู่ใจไทย รุ่นที่ 47 และสมาชิกสานใจไทย สู่ใจใต้ ในโอกาสข้างหน้าต่อไป ดังที่เยาวชนได้กล่าวว่า “มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง” ในช่วงนี้เอง เยาวชนจะต้องปรับตัวทั้งในด้านของจิตใจ และในด้านของร่างกาย ให้เข้ากับสภาพต่าง ๆ ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็จะต้องเผชิญกับสภาพความเปลี่ยนแปลงของอากาศที่ปัจจุบันนี้กำลังมีผลกระทบจากน้ำท่วม และต่อไปในช่วงปลายเดือนก็อาจจะมีผลกระทบต่ออากาศเย็นที่จะลงมาจากทางตอนเหนือของประเทศไทย เราก็ต้องเตรียมตัวกันให้พร้อม เพราะการที่มาอยู่ในพื้นที่ซึ่งแตกต่างจากบ้านของเราทางภาคใต้ ทำให้เราต้องปรับตัวให้พร้อมรับกับสิ่งที่เป็นความเปลี่ยนแปลงนั้นให้
ประการที่ 2 คือ “ประสบการณ์ชีวิต” ซึ่งโอกาสนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน และใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวอุปถัมภ์ ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ สังคม ประเพณี การปฏิบัติของคนไทยในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งเรามีความแตกต่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่ความแตกแยก เราเรียนรู้ได้ว่า มันมีความแตกต่าง และแยกแยะได้ว่า “ความแตกต่างนั้นไม่ได้ทำให้เกิดความแตกแยก” ทั้งเรื่องภาษา เชื้อชาติ และประเพณีการปฏิบัติ ตลอดจนถึงเรื่องศาสนา ดังที่เราพูดศัพท์วิชาการว่า “พหุวัฒนธรรม” ที่เกิดขึ้นมานานแล้วก่อนที่เราจะเรียกว่าประเทศไทยมาเป็น 1,000 ปี เพราะเราได้รับวัฒนธรรมและความเชื่อที่หลากหลายเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ จนหล่อหลอมรวมกันเป็นพหุวัฒนธรรม ดังนั้น “ความเป็นไทย” ที่เรามีอยู่ในปัจจุบันจึงเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง ที่หมายถึง คนซึ่งมาจากหลายพื้นเพ หลายภาษา หลายความเชื่อ หลายประเพณี แล้วมาหล่อหลอมรวมกันเป็น “คนไทย” ที่ดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกัน และอีกคำหนึ่งที่เราจะต้องยึดมั่นนั่นคือ “ความเป็นธรรมที่ถือเป็นรากฐานของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” ซึ่งความเป็นธรรมไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎระเบียบ หรือเรื่องของกฎหมาย หรือเรื่องของโครงสร้างเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันถึงเรื่องทัศนคติและความเชื่อของเรา รวมถึงวิธีปฏิบัติต่อกันในชีวิตประจำวัน เพราะความเป็นไทยและความเป็นธรรม จะเกิดขึ้นจากความร่วมมือกัน สามัคคีกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันนี้เอง
ประการที่ 3 การที่เราจะต้อง “ช่วยกันดูแลธรรมชาติ” ที่ปรากฏผลกระทบที่ชัดเจนในขณะนี้ว่า ลมฟ้าอากาศได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเกิดความรุนแรง ฝนจะตกก็ตกมาก ลมจะพัดก็จะแรง ปีหน้าจะมีความแห้งแล้งเกิดขึ้นมากขึ้น ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของธรรมชาติที่เราต้องศึกษาทำความเข้าใจ และต้องเรียนรู้ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ การอนุรักษ์ รวมถึงเรื่องที่เราจะต้องช่วยกันดูแลกันต่อไปในวันข้างหน้าว่า ทำอย่างไรเราจะช่วยกันรักษาสภาพความเป็นอยู่ แม้เราไม่สามารถที่จะฝืนธรรมชาติได้ แต่เราจะต้องเรียนรู้วิธีการที่จะอยู่กับธรรมชาติ และพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติให้ได้ รวมถึงสิ่งมีชีวิตและสัตว์อื่น ๆ ที่เป็นเพื่อนร่วมโลกของเราเหมือนกัน ก็ต้องดูแลช่วยกันอนุรักษ์รักษาไว้ ไม่ให้เกิดความสูญหายหรือสูญพันธุ์ไปจนกระทั่งหมดไปจากโลกนี้ เพื่อสร้างความสมดุลให้กับทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม
“โครงการสานใจไทย สู่ใจใต้ จึงไม่ใช่เพียงการนำเยาวชนจากจังหวัดชายแดนภาคใต้มาร่วมกิจกรรมและพำนักกับครอบครัวอุปถัมภ์ในพื้นที่ภาคกลางเท่านั้น แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่เราจะได้เรียนรู้จากครอบครัวอุปถัมภ์ ซึ่งพร้อมใจกันทำในสิ่งที่เราตั้งชื่อโครงการนี้ คือ “สานใจไทย” ไป “สู่ใจใต้” ซึ่งทุกครอบครัวพร้อมรับเยาวชนทุกคนด้วยความรักความปรารถนาดีและความจริงใจ เยาวชนจึงต้องเปิดใจการเรียนรู้และใช้ชีวิตกับครอบครัวอุปถัมภ์ ซึ่งเหล่านี้จะเป็นห่วงโซ่ ๆ หนึ่ง ที่จะทำให้เยาวชนสามารถใช้ความสัมพันธ์อันดีในโอกาสข้างหน้า เมื่อเราบางคนมีโอกาสเข้ามาเรียนต่อในพื้นที่ภาคกลาง เหมือนเรามีพ่อแม่ป๊ะมะที่บ้านอีกหลังหนึ่ง จึงขอให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์นี้อย่างจริงใจ และพร้อมที่จะนำแนวทางที่เราได้กล่าวคำปฏิญาณว่า “เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน” และเมื่อเราคิดที่จะตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน เราก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า มันมีปัญหาอะไรที่เราอยากจะแก้ และมีความดีอะไรที่เราอยากจะทำบ้าง จากเรื่องเล็ก ๆ ไปหาเรื่องใหญ่ ๆ จากเรื่องที่เราทำเพียงคนเดียวไปสู่เรื่องที่เราทำเป็นกลุ่มก้อน เป็นสมาคมสานใจไทย สู่ใจใต้ ต่อไปในอนาคต” พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวในช่วงท้าย
สำหรับโครงการสานใจไทย สู่ใจใต้ ดำริโดย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งดําเนินการมาเป็นระยะเวลา 21 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา คือ อำเภอจะนะ นาทวี เทพา และอำเภอสะบ้าย้อย ได้เข้าร่วมกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้ทักษะประสบการณ์การอยู่ร่วมกันในสังคม พหุวัฒนธรรม โดยได้รับความร่วมมือ และการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และกลไกกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับทุกส่วนราชการและทุกภาคส่วน จึงทำให้โครงการมีความต่อเนื่องและยั่งยืนมาถึงปัจจุบัน โดยรุ่นที่ 47 (ภาคกลาง) จะดำเนินการระหว่างวันที่ 24 ก.ย. – 27 ต.ค. 2569 โดยมีเยาวชนเข้าร่วมโครงการ 320 คน ครอบครัวอุปถัมภ์ 160 ครอบครัว และได้มีการเพิ่มเติมการจัดกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดชายฝั่งอันดามัน คือ จังหวัดพังงา ภูเก็ต และจังหวัดกระบี่ ซึ่งจะมีเยาวชนเข้าร่วม 120 คน และครอบครัวอุปถัมภ์ 60 ครอบครัว โดยจะมีพิธีเปิดในวันที่ 5 ต.ค. 69
ด้านตัวแทนเยาวชน กล่าวว่า ตนและเพื่อน ๆ มีความประทับใจ เป็นเกียรติ และยินดีอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วม “โครงการสานใจไทย สู่ใจใต้” ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “โครงการแห่งเกียรติยศ” ที่ไม่ได้เพียงสอนประสบการณ์การเอาชีวิตรอด แต่ได้พาไปสัมผัสความงดงามที่ซ่อนภายใต้ความหลากหลายของชุมชน สอนให้รู้จักคำว่า ให้อภัย เข้าใจ เท่าเทียม ความเห็นอกเห็นใจ อย่างลึกซึ้งสุดหัวใจ ยอมรับความแตกต่าง และเห็นคุณค่าของกันและกัน เห็นสิ่งสำคัญที่สุดของสิ่งที่เราทำ และเห็นคุณค่าที่เราสร้าง เพื่อจะอยู่ตลอดไปและตลอดกาล
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 1081/2569 วันที่ 1 ต.ค. 69
