วันนี้ (2 ต.ค. 69) เวลา 11.00 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ประสบการณ์นักบริหาร” โครงการศึกษาอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง นปส. รุ่นที่ 86 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นายเขตรัฐ ชาญศิลป์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย นายจักรพันธ์ รัตนเสถียร ผู้อำนวยการสถาบันดำรงราชานุภาพ สป.มท. พร้อมด้วย ผู้อำนวยการสำนัก กอง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และคณาจารย์ ตลอดจนข้าราชการผู้เข้ารับการศึกษาอบรม เข้าร่วม ณ โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ
นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า หลักในการทำงานของทุกท่านในฐานะผู้ที่จะก้าวไปสู่ตำแหน่งระดับบริหาร และงานปกครองในระดับพื้นที่ หัวใจสำคัญที่อยากให้เราทุกคนตระหนักเสมอว่า การทำงานพื้นที่ ไม่อาจขับเคลื่อนให้สำเร็จได้ด้วยความพยายามของบุคคลเพียงคนเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยกลไกการมีส่วนร่วมและการผสานพลังของทุกภาคส่วน บทเรียนสำคัญประการหนึ่งของการเป็นผู้บริหาร คือการไม่ยึดติดอยู่เพียงการบริหารสั่งการตามสายงานบังคับบัญชา แต่ต้องมุ่งสร้างภาวะผู้นำที่สามารถรวบรวมบุคลากรจากหลากหลายหน่วยงานให้มีเป้าหมายและกรอบความคิดร่วมกัน เพราะเมื่อทุกฝ่ายเกิดความเข้าใจและลงมือปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกันได้ ภารกิจหรือนโยบายที่ซับซ้อนก็สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม
“ในการปฏิบัติงานจริง องค์ความรู้เชิงทฤษฎีและระเบียบแบบแผนถือเป็นเพียงรากฐานส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่สิ่งที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อความคล่องตัวในการทำงานคือ “การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์” ดังคำกล่าวที่ตนยึดถือมาเสมอที่ว่า “รู้อะไรไม่สู้รู้จักกัน” กล่าวคือ การที่ข้าราชการและหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ต่าง ๆ มีความคุ้นเคย มีปฏิสัมพันธ์ และไว้วางใจซึ่งกันและกัน ก็จะช่วยทลายกำแพงระหว่างหน่วยงาน หากมีการประสานราชการที่เคยติดขัดด้วยระเบียบขั้นตอน พอได้รู้จักกันก็จะสามารถปรึกษาหารือและบูรณาการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว แต่ในทางกลับกัน หากบุคลากรคนไหนที่มุ่งทำงานเพียงลำพังและปฏิเสธการสร้างเครือข่าย ก็ย่อมสูญเสียโอกาสสำคัญในการระดมทรัพยากรและความร่วมมือเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤต” นายอรรษิษฐ์ กล่าว
นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า การเสริมสร้างความผูกพันภายในองค์กร ก็เป็นอีกหนึ่งศิลปะการบริหารที่ต้องอาศัยกุศโลบายเพื่อสร้างทีมงานที่เข้มแข็งในการทำงาน โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการได้ร่วมกันทำกิจกรรมนอกเหนืองานประจำ เช่น กิจกรรมทางประเพณี ศาสนา หรือการแสดงร่วมกันในงานเทศกาลท้องถิ่น ล้วนเป็นสะพานเชื่อมที่ช่วยลดช่องว่าง สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง และหลอมรวมความสามัคคี นอกจากนี้ การออกพบปะพี่น้องประชาชนอย่างสม่ำเสมอตามชุมชนและศาสนสถานต่าง ๆ ยังช่วยสร้างความใกล้ชิด ความเข้าใจ และความไว้วางใจระหว่างภาครัฐกับประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
“สำหรับการบริหารงานบุคคลและการพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชา ตนขอยกหลักคิดการคัดเลือกบุคลากรของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มาให้ทุกท่านเป็นแนวทางปรับใช้ในการทำงาน ซึ่งประกอบด้วย 3 ลำดับขั้น เริ่มจากขั้น “รู้จัก” คือการคัดกรองบุคคลที่มีผลงานเชิงประจักษ์ มีความวิริยอุตสาหะ และได้รับการยอมรับ ถัดมาคือขั้น “เก่ง” ซึ่งพิจารณาจาก 3 มิติ ได้แก่ ความรวดเร็วในการส่งมอบงาน ความทุ่มเทหนักเอาเบาสู้ไม่เกี่ยงงานด่วน และทักษะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าผ่านการเตรียมความพร้อมและการใช้เครือข่ายช่วยสนับสนุน และขั้นสูงสุดคือ “ความไว้วางใจ” ซึ่งสะท้อนผ่านการเป็นคนดีที่มีความเสมอต้นเสมอปลาย ไม่หลงระเริงในอำนาจ และมีจิตสำนึกกตัญญูไม่ลืมบุญคุณคน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว
นายอรรษิษฐ์ กล่าวในช่วงท้ายว่า ท้ายที่สุดนี้ ดัชนีชี้วัดความสำเร็จของนักปกครองไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งหน้าที่ หากแต่อยู่ที่ความศรัทธาและความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน ความผาสุกที่แท้จริงในพื้นที่เกิดขึ้นเมื่อประชาชนมีความมั่นใจว่า ในยามที่ตกทุกข์ได้ยากหรือเผชิญปัญหาเข้าตาจน จะมีทุกท่านที่เป็นข้าราชการ ผู้นำท้องที่ หรือหน่วยงานรัฐยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและร่วมทุกข์ร่วมสุขโดยไม่ทอดทิ้ง การทำงานที่ยึดเอาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง ผสานกับเครือข่ายความร่วมมือที่เหนียวแน่น ย่อมจะเป็นหลักการทำงานที่สร้างประโยชน์สุขให้แก่สังคมได้อย่างยั่งยืน
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 1083/2569 วันที่ 2 ต.ค. 2569
