วันนี้ (20 ม.ค. 67) เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมเมืองคนดี ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี อ.เมืองสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานตรวจติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทยในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมี ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายนันธวัช เจริญวรรณ นายมนตรา พรมสินธุ นายบันดาล สถิรชวาล นายสุคนธ์ หนูภักดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายกล้าณรงค์ ยุติธรรม หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย นายอำเภอ 19 อำเภอ และข้าราชการในพื้นที่ ร่วมประชุมกว่า 100 คน
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า หลักปฏิบัติของพวกเราชาวมหาดไทย เรายึดถือว่าคู่สมรสของเราเป็นคนมหาดไทยด้วย ดังนั้น ไม่ว่าเราจะไปทำงานที่ไหนก็จะมี “แม่บ้านมหาดไทย” อยู่เคียงข้าง เพื่อขับเคลื่อนงานบำบัดทุกข์ บำรุงสุขโดยไม่มีเงินเดือน และยิ่งถ้าจังหวัดใดมีเหล่ากาชาดที่เข้มแข็ง ก็จะยิ่งช่วยหนุนเสริมบทบาทของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและท่านนายอำเภอให้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชนเพิ่มมากขึ้น เพราะคู่สมรสของพวกเรานั้นเป็นช้างเท้าหลังที่ทรงพลังในการช่วยดูแลพี่น้องประชาชนอย่างสมบูรณ์ดี
“แม้ว่าข้าราชการทุกคนจะต้องเกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 1 ตุลาคมของปีนั้น ๆ แต่ทุกคนจะต้องไม่เกษียณจากการทำความดีเพื่อส่วนรวม ไม่เกษียณจากชีวิตราชการ เพราะยังเป็นข้าราชการบำนาญที่ยังคงมีหัวใจแห่งการเป็นข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้อุทิศทุ่มเทเสียสละตนเพื่อประเทศชาติและประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวราชสีห์หรือคนมหาดไทยที่จะต้องมีความมุ่งมั่นในการอุทิศ ทุ่มเท เสียสละในการทำงานอย่างหนัก ซึ่งตนมั่นใจว่าพี่น้องทุกคนของกระทรวงมหาดไทยเรามี Passion ในการที่จะทำหน้าที่ข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ช่วยกันพัฒนาคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชน นับเนื่องตั้งแต่วันที่พวกเราตั้งใจมาสมัครรับราชการ เพราะอยากทำสิ่งที่ดี อยากเป็นนายอำเภอ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อทำหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับประชาชน ด้วยการใช้ทุกเวลานาทีที่เป็นข้าราชการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินให้ได้ ซึ่งพี่น้องชาวสุราษฎร์ธานีต้องช่วยกัน โดยเฉพาะรองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด หัวหน้าสำนักงานจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้มีความใกล้ชิดกับน้อง ๆ ข้าราชการต้องช่วยกันแบ่งเบาพูดคุยถ่ายทอดเสริมสร้างอุดมการณ์ให้ข้าราชการได้มีไฟลุกโชน มีใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว ทำให้น้อง ๆ ที่อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน มีใจรุกรบ มีความฮึกเหิม โดยเริ่มจากปลุกระดมที่ตัวเราก่อน เพื่อสามารถขับเคลื่อนการทำงาน 3 องค์ประกอบ ที่เรียกว่า RER คือ 1. Routine Job ด้วยการทำงานแบบบูรณาการงาน บูรณาการคน ผลักดันขับเคลื่อนงานของพี่น้องประชาชนทุกกระทรวงสู่พื้นที่จังหวัด อำเภอ ร่วมกับภาคีเครือข่าย โดยมีสิ่งสำคัญคือ Passion ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนช่วยกระตุ้นให้เราใส่ใจในงาน ทั้งมีความคิดสร้างสรรค์ไปเสริม Extra Job ตามภูมิสังคม สภาพปัญหา และความต้องการของแต่ละพื้นที่ เพื่อทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขที่เพิ่มมากขึ้น และหนุนเสริมเกียรติภูมิของคนมหาดไทย ด้วยการ Report ต่อผู้บังคับบัญชา และประชาสัมพันธ์ไปยัง 7 ภาคีเครือข่ายในทุกช่องทางการสื่อสาร อันจะทำให้เกิดการรับรู้ การยอมรับนับถือ ทำให้สถาบันมหาดไทยเข้มแข็ง เป็น Butterfly Effect ที่ประชาชนจะสะท้อนกลับมายังพวกเราชาวมหาดไทยทุกคน สอดคล้องกับสิ่งที่ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวสรุปได้ว่า “ในชีวิตของท่านนั้นอยากเห็นคนไทยทุกคนมีความสุขตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนมหาดไทยในการดูแลประชาชนตั้งแต่ก่อนเกิด คือ ตั้งครรภ์ จนถึงวันสุดท้ายคือเชิงตะกอน เพื่อให้อานิสงส์ของความเป็นราชสีห์ที่ได้รับการยกย่องและไว้วางใจตกทอดไปถึงน้อง ๆ มหาดไทยรุ่นใหม่ เป็นหลักในการทำงานเพื่อประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข สมดังที่บรรพบุรุษของคนมหาดไทยได้ก่อตั้งกระทรวงมหาดไทยมาเพื่อดูแลความมั่นคงภายในนับเนื่องถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 132 ปี” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ คนมหาดไทยต้องช่วยกันนำปณิธาน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” มาบูรณาการการทำงานด้วยการคำนึงถึงความยั่งยืน ทั้งมิติของการทำงานและมิติสิ่งแวดล้อม ด้วยการทำให้เป็นจังหวัด/อำเภอ/ตำบล/หมู่บ้าน บำบัดทุกข์ บำรุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการสรรพกำลัง 7 ภาคีเครือข่าย ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 17 (Partnership) และบูรณาการงาน ทั้งงานของกระทรวงมหาดไทย และงานของทุกกระทรวง ใช้ปิยวาจาในการพูดคุย ให้ความรู้ความเข้าใจ โน้มน้าวใจ ด้วยการเชิญ 7 ภาคีเครือข่ายมาร่วมกันคิด ร่วมพูดคุย ร่วมทำงานอย่างเป็นระบบ มีแผน มีเป้าหมายในการทำงานและพุ่งเป้าทำงานโดยไม่ต้องคำนึงถึงแผนงบประมาณของทางราชการ เพราะแผนงบประมาณเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของการทำงานเท่านั้น คนมหาดไทยจึงถูกสอนเสมอว่า “เราทำงานสำเร็จโดยไม่ต้องพูดถึงเรื่องงบประมาณ” เช่น การช่วยกันแก้ไขปัญหาภาวะโภชนาการของเด็ก เราทำได้ด้วยการส่งเสริมประชาชนให้มีการน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” และส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง โดยนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ เพื่อมีอาหารที่ปลอดภัยไว้บริโภคในครัวเรือน ทั้งยังลดรายจ่ายในครัวเรือนอีกด้วย ดังที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานแนวพระดำริ “หมู่บ้านยั่งยืน” ผ่านการพระราชทานหนังสือ Sustainable City แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทยและนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย พร้อมตรัสว่า “หน้าที่ของคนมหาดไทยคือการทำให้ทุกหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านยั่งยืน” ซึ่งหมู่บ้านจะยั่งยืนได้ ต้องมี Strong Executive คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้านที่เข้มแข็ง Strong Partnership มีข้าราชการในพื้นที่ มีภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคีที่เข้มแข็ง ประชาชนมีน้ำใจไมตรี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีระบบรวมตัวช่วยเหลือดูแลกันแบบคุ้มบ้าน หย่อมบ้าน เพราะ Partnership คือ หัวใจของความสำเร็จ
“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น “ผู้นำ” สำคัญที่สุด โดยท่านผู้ว่าฯ นายอำเภอ เป็น Key Success ที่ต้องไปปลุกเร้าให้องคาพยพทุกระดับมีไฟที่ลุกโชนโชติช่วงตลอดเวลา กระตุ้นให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน ได้รู้หน้าที่ ด้วยการลงพื้นที่ให้รองเท้าสึกก่อนกางเกงขาด ไปโอบไหล่ พูดคุย ทานข้าวกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน จัดระบบการดูแลหมู่บ้านให้ระบบคุ้มมีความเข้มแข็ง และมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยน้อมนำหลักการทรงงาน 4 ด้าน คือ 1. การพูดคุยกันในกลุ่มบ้าน คุ้มบ้าน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งและเป็นประจำต่อเนื่อง 2. มีการเสนอหยิบยกประเด็นที่อยากทำ หรือปัญหาที่ตอบโจทย์ว่าเมื่อทำแล้วจะทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น พร้อมกับเสนอแนวทางแก้ไข หาข้อสรุปให้ได้ 3. นำข้อสรุปไปสู่การร่วมกันทำ ร่วมกันปฏิบัติ และ 4. เมื่อเราทำทุกกระบวนการนี้ก็จะทำให้พี่น้องประชาชนและพวกเราทุกคนได้ร่วมกันรับประโยชน์ เพราะ “หมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) คือ เป้าหมายของการพัฒนาพี่น้องประชาชน คนมหาดไทยทุกคนจะต้องเป็นหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ เพราะความเสื่อมสลายของคนมหาดไทย คือ ความเสื่อมสลายของประเทศชาติ เราต้องใกล้ชิด เป็นที่รักของพี่น้องประชาชน และ 7 ภาคีเครือข่าย ใช้ 24 ชั่วโมงใน 365 วัน เป็นเวลาในการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ด้วยหัวใจแห่งการเป็นราชสีห์ผู้จงรักภักดี” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า เนื่องในปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 ขอให้พวกเราชาวมหาดไทยในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนามพระราชทานแห่งนี้ ได้ร่วมกันคิดริเริ่มสร้างสรรค์โครงการและกิจกรรมอันเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนในทุกมิติ โดยกำหนดเป้าหมายร่วมกันว่า สิ่งที่พวกเราทุกคนทำนั้นมีจุดหมายปลายทาง คือการทำให้พี่น้องประชาชนทุกคนได้มีความอยู่ดีกินดี มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน อันเป็นการสนองพระราชปณิธานที่สะท้อนผ่านพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” และพระราชดำรัส “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” อย่างยั่งยืนสืบไป
ด้าน ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวว่า สมาคมแม่บ้านมหาดไทยมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนในชีวิตให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องเคียงข้างท่านผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย และพี่น้องชาวมหาดไทยทุกพื้นที่ โดยมีประเด็นขับเคลื่อนที่สำคัญ 5 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร น้อมนำแนวพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” โดยส่งเสริมให้มีการปลูกผักสวนครัวในทุกครัวเรือน ด้วยการขยายพันธุ์ผักจากครัวเรือน จากหน่วยงาน เพื่อประชาชนสามารถลดรายจ่ายครัวเรือน และมีผักปลอดสารพิษไว้บริโภค พร้อมทั้งขยายผลโครงการ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” อย่างต่อเนื่อง 2) ส่งเสริมการใช้ผ้าไทย โดยน้อมนำแนวพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” มาส่งเสริมและขยายผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งยกระดับต่อยอด “ผ้าลายราชวัตรโคม” สู่การเป็น “ผ้าลายศรีสุราษฎร์” เพื่อทำให้เกิดการสืบสาน รักษา ต่อยอดผ้าลายอัตลักษณ์ เสริมสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชน 3) โครงการ “ครอบครัวมหาดไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ส่งเสริมการจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน และธนาคารขยะ ซึ่งขยะเปียกในพื้นที่ภาคใต้ที่มีปริมาณมากที่สุดในประเทศ จะถูกนำไปทำปุ๋ยหมักบำรุงดินหรืออาหารสัตว์ ช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผาทำลาย และยังสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน/หมู่บ้าน ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกทางหนึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) 4) โครงการให้ความช่วยเหลือผู้ยากไร้ เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากเดือดร้อนจากการขาดแคลนปัจจัยในการดำรงชีวิต โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 5) การสนับสนุนขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เพื่อให้เป็นแหล่งทุนที่สำคัญของสตรีในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในชุมชนให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน และ 6) การดำเนินการประกวดอำเภอสะอาด เพื่อทำให้ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง ทั้ง 19 แห่งของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เป็นสถานที่ที่เอื้อต่อการให้บริการพี่น้องประชาชนให้ได้รับความสุข ความอบอุ่น และสิ่งที่ดีที่ชาวมหาดไทยมุ่งมั่นตั้งใจมอบให้กับพี่น้องประชาชน
#WorldSoilDay #วันดินโลก #UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI
#กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #SoilandWaterasourceoflife
#SustainableSoilandWaterforbetterlife #ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน #SDGsforAll #ChangeforGood
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 104/2567 วันที่ 20 ม.ค. 2567
