เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 67 ร้อยโท ทศพล ไชยโกมินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยถึงปฏิบัติการดับไฟป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าสลักพระ และอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ เนื่องจากสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งเป็นเหตุให้เกิดไฟป่าในพื้นที่บริเวณดังกล่าว โดยปฏิบัติการในครั้งนี้จังหวัดกาญจนบุรีได้รับการรายงานข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) จากดาวเทียมของศูนย์สั่งการและติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) จำนวน 110 จุด ซึ่งได้รับการสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ จำนวน 2 ลำ จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ อาทิ กองทัพบก ทีมอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ทีมพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ทีมเสือไฟ และภาคีเครือข่ายจิตอาสาในพื้นที่ รวม 260 คน ร่วมกับทีมเดินเท้าเสือไฟ เข้าดับไฟป่า ตั้งแต่วันที่ 10 - 16 ก.พ. 67 ทำให้ปริมาณจุดความร้อน (Hotspot) ลดลงเรื่อย ๆ คงเหลือ 17 จุด ส่งผลให้ค่า PM2.5 ของจังหวัดกาญจนบุรีลดลง จากเมื่อวานเป็นสีแดง วันนี้ได้เปลี่ยนเป็นสีส้ม ภายหลังจากดับไฟป่าได้เรียบร้อยเเล้ว ตนได้สั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้หมั่นตรวจตราเหตุไฟป่าอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ทั้งในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี และพื้นที่อื่น ๆ
ร้อยโท ทศพล ไชยโกมินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าสลักพระ และอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ได้รับการสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย KA-32 ดับไฟป่า (ฮ.ปภ.32-04) จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยร่วมกับกองทัพบก จำนวน 1 ลำ และได้รับการสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกจำนวน 1 ลำ พร้อมด้วยทีมเจ้าหน้าที่เดินเท้าชุดเสือไฟเข้าควบคุมจุดความร้อน (Hotspot) โดยเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 67 ฮ.ปภ.32-04 บินทิ้งน้ำดับไฟ จำนวน 7 เที่ยว ได้ปริมาณน้ำ 21,000 ลิตร สะสม 7 วัน จำนวน 61 เที่ยว ได้จำนวนน้ำ 183,000 ลิตร โดยปฏิบัติการพร้อมกับทีมเดินเท้าเสือไฟ จำนวน 100 นาย ลงพื้นที่ดับไฟ ส่วนเฮลิคอปเตอร์จากกระทรวงทรัพยากรทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บินสำรวจพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ และอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ทิ้งน้ำดับไฟป่า สะสม 42 เที่ยว ได้ปริมาณน้ำ 21,000 ลิตร โดยปฏิบัติการร่วมพร้อมกับทีมเดินเท้าเสือไฟ จำนวน 160 นาย ใช้เจ้าหน้าที่ชุดเสือไฟเข้าควบคุมจุดความร้อน (Hotspot) จำนวน 2 ชุดใหญ่ รวม 260 นาย ซึ่งการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากมีสภาพเป็นป่าและภูเขาสลับซับซ้อน อากาศแห้ง ความชื้นต่ำ และบริเวณดังกล่าวมีช้างป่าอาศัยอยู่ ทำให้เจ้าหน้าต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
“กระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้มีข้อสั่งการให้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในมิติเชิงพื้นที่ และเชื่อมโยงกับแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” โดยจัดให้มีการเฝ้าระวังและติดตามข้อมูลสภาพอากาศ และจุดความร้อน (Hotspot) โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม อาทิ ภาพถ่ายดาวเทียม แอปพลิเคชัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยการ การสั่งการแก้ไขปัญหาของผู้อำนวยการในแต่ละระดับรวมถึงสื่อสารข้อมูลแจ้งเตือนแก่ประชาชน พร้อมทั้งวางกลไกแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยทบทวนและปรับแผนเผชิญเหตุให้เป็นปัจจุบัน โดยให้ความสำคัญกับการจัดทำข้อมูลพื้นที่เสี่ยง ทั้งพื้นที่ป่า พื้นที่การเกษตร พื้นที่ชุมชนและริมทาง ข้อมูลประชากรกลุ่มเสี่ยง ข้อมูลทรัพยากร เครื่องจักรกลสาธารณภัยและแนวทางการปฏิบัติในแต่ละระดับที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ รวมถึงแบ่งพื้นที่และมอบหมายภารกิจให้หน่วยงาน ตั้งแต่ระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้านอย่างชัดเจน อีกทั้งซักซ้อมแนวทางการปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุแบบบูรณาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง (แหล่งกำเนิด) บังคับใช้มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิด โดยเฉพาะการคมนาคมขนส่ง การก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน รวมถึงรณรงค์งดการเผาในพื้นที่การเกษตร พร้อมสนับสนุนการเตรียมพื้นที่เพาะปลูกโดยใช้การไถกลบ การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลาย หรือแปรรูปเศษวัสดุทางการเกษตร อาทิ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล” ร้อยโท ทศพลฯ กล่าว
ร้อยโท ทศพล ไชยโกมินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า จากรายงานข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) จากดาวเทียม SUOMI NPP (ระบบ VIIRS) ของศูนย์สั่งการและติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน (War Room) สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ทำให้จังหวัดกาญจนบุรีสามารถระบุพื้นที่ที่เกิดจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จังหวัดกาญจนบุรี ทั้ง 12 แห่ง มีจำนวน 17 จุด ลดลงจากเมื่อวาน (16 ก.พ. 67) ซึ่งตรวจพบ 110 จุด โดยนายอุทัย ขันทอง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาญจนบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันประชุมวางแผนตรวจติดตามสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี เพื่อติดตามวางแผนแก้ไขสถานการณ์ไฟป่า ให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและควบคุมสถานการณ์ไฟป่าได้อย่างทันท่วงที
“จังหวัดกาญจนบุรีได้ดำเนินการตามข้อสั่งการของกระทรวงมหาดไทยในการแก้ไขปัญหาเชิงรุก โดยให้คณะทำงานติดตามสถานการณ์ตรวจสอบข้อมูลจุดความร้อน ข้อมูลคุณภาพอากาศ และประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง กรณีฝุ่นละอองส่งผลกระทบต่อสุขภาพให้ประสานศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฉีดพ่นน้ำเพิ่มความชื้นและลดปริมาณฝุ่นละออง กรณีเกิดไฟป่าในพื้นที่เข้าถึงยากสามารถประสานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์บรรเทาสาธารณภัย KA-32 ปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟ เพื่อควบคุมไฟป่าและคลี่คลายสถานการณ์ฝุ่นละออง นอกจากนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนช่วยกันงดการเผาขยะและเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อช่วยการลดต้นตอการเกิดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ไม่ใช่เฉพาะช่วงที่ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน แต่ขอให้ช่วยกันตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้มีการจัดการทรัพยากรดินที่ยั่งยืน ไม่ทำลายหน้าดิน และทำให้ความชื้น รวมถึงช่วยรักษาสิ่งมีชีวิต และจุลินทรีย์ที่อาศัยในดินได้อีกด้วย สอดคล้องกับการรณรงค์ วันดินโลก World Soil Day ด้วยเเนวคิด ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเกิดประโยชน์แก่สังคมโดยรวม และสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ ทั้งนี้ หากพบเห็นเพลิงไหม้ ในพื้นที่ป่ารกร้าง พื้นที่ป่าไม้ สามารถแจ้งเหตุทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง” ร้อยโท ทศพลฯ กล่าวทิ้งท้าย
#WorldSoilDay #วันดินโลก #UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI #กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข
#SoilandWaterasourceoflife #SustainableSoilandWaterforbetterlife #ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน #SDGsforAll #ChangeforGood
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 271/2567 วันที่ 17 ก.พ. 2567
