่วันที่ 4 มี.ค. 69 เวลา 10.00 น. นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไทย โดยมี นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยนักวิชาการ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่เข้าร่วมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
นายศักดิ์ดา กล่าวว่า ปัจจุบันภัยธรรมชาติจากแผ่นดินไหวมีแนวโน้มเกิดความรุนแรงและความถี่เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในวงกว้าง กระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงต้องเร่งระดมสรรพกำลังรวบรวมองค์ความรู้ ข้อมูลพื้นฐาน และวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงเพื่อเตรียมการป้องกันและรับมือธรณีพิบัติภัยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนได้รับทราบอย่างแม่นยำและทันท่วงที
“ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่สถานการณ์แผ่นดินไหวที่มีรอยเลื่อนมีพลัง (Active Fault) จำนวน 16 รอยเลื่อน และยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติมอีก 13 รอยเลื่อน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญในการวางแผนรับมือโดยในวันนี้ได้เชิญผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่มีรอยเลื่อนพาดผ่านเข้าร่วมประชุมเพื่อรับทราบข้อมูลล่าสุด พร้อมสั่งการให้มีการเตรียมความพร้อมในระดับพื้นที่และเร่งประชาสัมพันธ์ข่าวสารแก่พี่น้องประชาชนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อป้องกันความสับสนและสร้างความตระหนักรู้ในการปฏิบัติตนเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง” นายศักดิ์ดา กล่าว
นายศักดิ์ดา กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการบริหารจัดการข้อมูล ต้องขอให้ทุกหน่วยงานบูรณาการข้อมูลที่ตนเองมีเข้าด้วยกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน “ต้องไม่มีการทำรายงานหรือสำรวจข้อมูลแยกส่วนของแต่ละจังหวัดให้เกิดภาระงานที่ซ้ำซ้อน มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลจากทุกส่วนราชการให้เป็นเนื้อเดียวกัน (Big Data)” เพื่อให้เกิดมาตรฐานข้อมูลที่เป็นสากลและเป็นชุดข้อมูลเดียวกันทั่วประเทศ เพราะเมื่อหากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในจุดใดจุดหนึ่ง ทุกจังหวัดที่เกี่ยวข้องจะสามารถรับรู้สถานการณ์และประเมินผลกระทบได้ทันทีบนมาตรฐานข้อมูลเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจสั่งการของภาครัฐมีความแม่นยำและรวดเร็วด้วย
“มากไปกว่านั้น ต้องมีการส่งต่อแผนเผชิญเหตุและข้อมูลการเฝ้าระวังไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อย่างเป็นระบบ เนื่องจากท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด “ดังนั้น ท้องถิ่นต้องรับรู้ถึงแผนเผชิญเหตุและเตรียมการแจ้งเตือนประชาชนเชิงรุกควบคู่ไปกับการทำงานของส่วนราชการ” เพื่อให้การกระจายข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนภัยในระดับหมู่บ้านและชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างทั่วถึงและทันสถานการณ์ก่อนที่ความสูญเสียจะเกิดขึ้น”
นายศักดิ์ดา กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้เรามาคุยกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ข้อมูลทุกส่วนต้องเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้การช่วยเหลือและป้องกันมีประสิทธิภาพสูงสุด เป้าหมายของการประชุมในวันนี้คือความปลอดภัยของประชาชนและรักษาทรัพย์สินสำคัญ ลดความสูญเสียจากแผ่นดินไหวให้เหลือศูนย์ การบูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยีแจ้งเตือนภัย ผ่านระบบ Cell Broadcast จะต้องรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือ เราต้องทำให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยมีความพร้อมเต็มพิกัดในการดูแลความปลอดภัยจากภัยแผ่นดินไหว ทั้งนี้เพื่อสร้างความอุ่นใจ ความปลอดภัย และความมั่นคงในชีวิตของคนไทยทั่วประเทศ
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 194/2569 วันที่ 5 มี.ค. 2569
