วันนี้ (21 พ.ค. 69) เวลา 13.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมรับฟังข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะ และกล่าวสรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล จากผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด โดยมี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ กอ.รมน. นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ร่วมรับฟังและให้ข้อเสนอแนะ
ในการนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมรับฟังการนำเสนอประเด็นการอภิปรายในด้านความมั่นคง จากผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ตัวแทนทั้ง 4 ภาค (ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้) ใน 9 ประเด็น ดังนี้ 1) การบุกรุกที่ดินสาธารณะ 2) อาชญกกรรมทางทางเทคโลยี 3) ธุรกิจที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนแบบอำพราง 4) ยาเสพติด 5) การฟอกเงิน 6) ผู้มีอิทธิพล 7) หนี้นอกระบบ 8) ความปลอดภัยนักท่องเที่ยว และ 9) การเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านความมั่นคง โดยมี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานคณะที่ปรึกษานายกฯรัฐมนตรี นายชัยวัฒน์ จุลจิระพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด 76 จังหวัด ผู้แทนหน่วยงานด้านความมั่นคง ร่วมรับฟัง ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live “กระทรวงมหาดไทย PR” และ “DOPA Channel”
นายอนุทิน กล่าวว่า ในนามของหัวหน้ารัฐบาล ขอขอบคุณผู้ที่เข้าร่วมประชุมในวันนี้ทุกท่าน ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่คณะผู้บริหารด้านการปกครอง ด้านความมั่นคงได้มา “สุมศีรษะกัน” หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น “Brainstorm” ด้วยกัน เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนคนไทยอันเป็นที่รักของเรา โดยใช้เวลาตั้งแต่เช้าจนถึงบเย็นวันนี้ พวกเราทุกคนได้มาทำงานร่วมกันอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลแห่งนี้เพื่อที่จะผลักดันสิ่งที่ดีงามให้กับประชาชนและประเทศชาติของเรา ตลอดทั้งวันพวกเราร่วมกับผู้บริหารทุกภาคส่วนได้อยู่กับพวกท่านตลอด และได้เดินเข้าร่วมการอภิปรายในแต่ละกลุ่มย่อย
จากการสรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการของทั้ง 4 กลุ่ม ที่แต่ละภาคได้หารือกัน สามารถสรุปได้ ดังนี้
1. ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ผู้แทนกลุ่ม “ภาคกลาง” ได้อภิปรายนำเสนอ เรื่องการสร้างการรับรู้ให้กับพี่น้องประชาชน สร้างช่องทางให้ประชาชนได้แจ้งเบาะแส รู้เท่าทันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี วิธีการตรวจสอบบริษัทที่เข้าข่ายนอมินี การออกกฎหมายนอมินีมีความผิด เรื่องยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน การลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องขั้นเด็ดขาด รวมถึงการยกระดับสถานบำบัดฟื้นฟูที่ได้มาตรฐาน รวมไปถึงการป้องกันการขยายเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ศูนย์บำบัด เรื่องการ “รีเอกซเรย์ผู้มีอิทธิพล” คำว่าผู้มีอิทธิพลไม่ใช่คนไม่ดีเสมอไป ผู้มีอิทธิพลทางความคิดการทำงาน สิ่งที่ดีเหล่านี้ไม่มีปัญหา เราต้องระบุให้ชัดเลยว่า คนเหล่านี้ไม่ใช่คนมีอิทธิพล แต่คนเหล่านี้คือ “อันธพาล” อาจเปลี่ยนคำบัญญัติเพื่อให้เราได้เล็งไปตรงเป้าหมายเรื่องการพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ให้มีความรอบรู้ในการทำงาน ใช้กฎหมายในการทำงาน
2. ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ผู้แทนกลุ่ม “ภาคเหนือ” ได้อภิปรายนำเสนอ เรื่องการสร้างพื้นที่รองรับ “Buffer Zone” ป้องกันเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าพื้นที่อุทยาน เช่นที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นหน้าที่ที่รัฐบาล บูรณาการร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องธุรกิจที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนในการอำพราง การตรวจสอบในเรื่องภาษีการใช้กฎหมายกับพวกมาเฟียท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกภาคเห็นพ้องต้องกันในการดำเนินการเหล่านี้อย่างเคร่งครัด รวมถึงอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เรื่องมาตรการสกัดการโอนเงินที่ผิดกฎหมายไปยังต่างประเทศและการตรวจสอบเส้นทางเงินเข้าออกจากการทำธุรกิจสีเทาผิดกฎหมาย รวมถึงการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องการป้องกันการรุกล้ำดินแดน หากทั้งสองฝ่ายได้บูรณาการร่วมกันอย่างเต็มที่ ภารกิจของท่านก็จะบรรลุผลสำเร็จ
3) ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ผู้แทนกลุ่ม “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ได้อภิปรายนำเสนอ เรื่องการบุกรุกที่ดินสาธารณะ ต้องยกระดับให้เป็นกฎหมายเพื่อดำเนินการอย่างขั้นเด็ดขาด มีบทลงโทษชัดเจน มีการดำเนินการเป็นขั้นตอนกระบวนการ ส่งเสริมการจัดทำทะเบียนพื้นที่ทางสาธารณประโยชน์ “One Map” มาตราส่วน 1:4000 ซึ่งมีความละเอียดและความแม่นยำมากที่สุด การดำเนินการก็จะเกิดความชัดเจนความยุติธรรม เรื่องการซีลชายแดน เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้ายาเสพติด
และ 4) ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ผู้แทนกลุ่ม “ภาคใต้” ได้อภิปรายนำเสนอ เรื่องการบูรณาการและเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านความมั่นคง “ข้อมูลคืออำนาจ-Information is Power” การสร้างฐานข้อมูลเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลได้มีนโยบายเรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลบูรณาการ เข้าสู่การเป็นประเทศสมาชิก OECD เพื่อให้ประเทศไทยได้ยืนอยู่บนประชาคมโลก และ รวมถึงการให้บริการดูแลน้องประชาชน
“เชื่อมั่นว่าทุกท่านมีความสามารถ มีความรู้ มีตาเป็นสับปะรด สามารถตรวจสอบสืบเสาะหาเบาะแส จนสามารถจับกุมยาเสพติดได้ มีการประเมินสถานการณ์และสามารถคาดเดาเหตุการณ์อย่างแม่นยำในแต่ละเหตุการณ์ได้ ขอชื่นชมและให้ความมั่นใจในการทำงานร่วมกันกับท่าน เป็นเหตุผลว่าจึงให้ความสำคัญและทำหน้าที่กำกับดูแลหน่วยงานด้านความมั่นคงด้วยตนเอง การอยู่ตรงนี้แล้วสามารถสื่อสารโดยตรง ด้วยจิตวิญญาณการเป็นเพื่อนร่วมงานของกันและกัน การตัดสินใจสามารถทำได้เร็วและทันที เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน และสำคัญที่สุดคือความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่ใช่แค่ผู้ว่า-ผู้การตำรวจเท่านั้น แต่ไปถึงนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และจะไม่มีที่ที่คนกระทำผิดมากดขี่ข่มเหงประชาชนจะมีพื้นที่ยืนในแผ่นดินนี้ได้” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวในช่วงท้ายว่า การประชุมในครั้งนี้ ช่วยสร้างความใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างผู้มีอิทธิพลสูงสุดในจังหวัดคือพวกท่านทุกคน ให้เพิ่มความคุ้นเคยกันมากยิ่งขึ้น และขอให้ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันและกันไปจนถึงระดับสูงสุด การที่เราประชุมใช้เวลาทั้งวันเป็นเรื่องที่ดี ได้รับรู้เรื่องราวสารัตถะ เนื้อหา และความเข้าใจร่วมกัน แต่สิ่งที่ความเป็นความกดดัน และความคาดหวังของพี่น้องประชาชน คือเป้าหมายของการมาประชุมเพื่อมุ่งหวังเพื่อ “บำบัดทุกข์บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตผู้มีอิทธิพล” ให้กับประชาชน และหวังว่าจะมีสิ่งที่ดีเกิดขึ้นให้กับประเทศชาติของเรา ขอให้ทุกท่านมุ่งมั่นไม่ย่อท้อต่อการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ และการทำความดีด้วยความตั้งใจนั้นจะยังผลให้ท่านประสบชัยชนะต่ออุปสรรคและศัตรู พร้อมทั้งเป็นที่รักของประชาชน ช่วยกันทำงานให้ประเทศของเราให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 466/2569 วันที่ 21 พ.ค. 69
