“วรศิษฎ์” เดินหน้าขยายผลปฏิบัติการ “กวาดบ้านกลางกรุง” หลังพบพฤติการณ์นำคนต่างด้าวเข้าสู่ระบบทะเบียนและการทำบัตรประจำตัวโดยมิชอบ สั่งกรมการปกครองประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง–พฤติการณ์เชื่อมโยง พร้อมติดตามเส้นทางการเงินและขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้อง ย้ำต้องสาวให้ถึงต้นตอ ปิดช่องโหว่ไม่ให้ขบวนการใช้ระบบทะเบียนเป็นทางผ่านก่อปัญหาความมั่นคงซ้ำ
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือ “มท.4 โกแพ” เปิดเผยภายหลังการแถลงผลปฏิบัติการ “กวาดบ้านกลางกรุง” ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจากการตรวจสอบครั้งนี้ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการจับกุมหรือดำเนินการกับบุคคลเฉพาะจุด แต่ต้องนำข้อมูลที่ได้ไปขยายผลต่อ เพื่อให้เห็นภาพทั้งกระบวนการว่า ใครเป็นผู้ดำเนินการ ใครเป็นผู้ประสาน ใครได้รับประโยชน์ และช่องโหว่ของระบบอยู่ตรงไหน
“การกวาดบ้านครั้งนี้ เราไม่ได้ต้องการกวาดแค่ปลายเหตุ แต่ต้องสาวให้ถึงต้นทาง หากพบว่ามีการใช้ระบบทะเบียนเป็นช่องทางในการกระทำผิด ต้องตรวจให้ครบทั้งคน กระบวนการ และช่องโหว่ของระบบ ใครผิดต้องดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีการละเว้น”
มท.4 กล่าวว่า จากข้อมูลที่พบในการปฏิบัติการ จำเป็นต้องนำไปตรวจสอบต่อในมิติที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลทะเบียนที่มีพฤติการณ์ผิดปกติ ลักษณะการแจ้งย้ายเข้าที่มีความผิดสังเกต การใช้สถานที่เดียวกันรองรับบุคคลจำนวนมากผิดปกติ รวมถึงความเชื่อมโยงของบุคคลและเอกสารในกระบวนการที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ การตรวจสอบจะต้องดำเนินการบนฐานข้อมูลและพยานหลักฐาน ไม่ใช่การเหมารวมบุคคลหรือพื้นที่ โดยหากพบข้อมูลที่มีเหตุอันควรสงสัย จะต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน
“เราไม่ได้หมายความว่าใครมีชื่ออยู่ในทะเบียนแล้วจะเป็นผู้กระทำผิดทั้งหมด การตรวจสอบต้องแยกให้ชัดระหว่างข้อเท็จจริงกับข้อสงสัย ใครเกี่ยวข้องอย่างไรต้องมีหลักฐานรองรับ แต่ถ้าพบว่ามีเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดร่วมกระทำผิด ก็ต้องดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาตามกฎหมาย” มท.4 กล่าว
สำหรับการขยายผลด้านการเงิน มท.4 ระบุว่า หากข้อมูลจากปฏิบัติการมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมหรือผลประโยชน์จากการกระทำผิด จะต้องประสานหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง เพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงของผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมาย
แนวทางดังกล่าวจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านการปกครอง ตำรวจ ป.ป.ท. ปปง. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การขยายผลไม่ได้หยุดอยู่เพียงการตรวจสอบเอกสารหรือบุคคลที่พบในจุดเกิดเหตุ แต่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังได้ หากพบพยานหลักฐานเพียงพอ
มท.4 ย้ำว่า จุดสำคัญหลังจากนี้คือการ “ตรวจย้อนหลังและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ” โดยกรมการปกครองต้องนำบทเรียนจากกรณีนี้กลับไปทบทวนกระบวนการทำงาน โดยเฉพาะจุดที่สามารถถูกใช้เป็นช่องโหว่ในการนำบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติหรือมีสถานะไม่ถูกต้องเข้าสู่ระบบทะเบียน
“ถ้าเราจับคนหนึ่งคนแล้วจบ แต่ระบบเดิมยังมีช่องให้คนอื่นเข้ามาทำแบบเดิมได้อีก เท่ากับเรายังแก้ปัญหาไม่ครบ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องการเห็นคือ หลังจากคดีนี้แล้ว ระบบต้องแข็งแรงขึ้นกว่าเดิม”
มท.4 กล่าวว่า การป้องกันจะต้องทำตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการตรวจสอบเอกสาร การแจ้งรายการทะเบียน การย้ายที่อยู่ การตรวจสอบสถานที่ และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้เร็วขึ้น ก่อนที่จะถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการสร้างสถานะทางทะเบียนหรือเอกสารที่ไม่ถูกต้อง
พร้อมย้ำว่า กระทรวงมหาดไทยจะไม่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตต้องทำงานอยู่ภายใต้ข้อสงสัย แต่ในทางกลับกัน หากพบหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่รายใดเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์ให้ขบวนการ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและรับผิดตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา
“ระบบทะเบียนเป็นเรื่องของความมั่นคงและสิทธิของประชาชน ไม่ใช่ช่องทางให้ใครซื้อขายสถานะหรือสร้างตัวตนโดยมิชอบ เพราะฉะนั้นคนที่คิดว่าจะใช้ช่องโหว่ของระบบเพื่อหาผลประโยชน์ ต้องรู้ว่ารัฐกำลังตรวจสอบไปถึงต้นทาง และจะไม่หยุดเพียงคนที่อยู่ปลายทาง”
มท.4 ยังกล่าวด้วยว่า ปฏิบัติการ “กวาดบ้านกลางกรุง” จะต้องนำไปสู่การทำงานเชิงระบบ ไม่ใช่เป็นเพียงปฏิบัติการครั้งเดียวแล้วจบ โดยข้อมูลที่ได้จากคดีนี้จะต้องถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อค้นหาความผิดปกติในพื้นที่อื่น และหากพบพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกันก็ต้องตรวจสอบต่อไปตามขั้นตอน
“วันนี้เราเห็นหนึ่งจุด แต่สิ่งที่เราต้องทำต่อคือดูว่ามีจุดอื่นที่ใช้วิธีการเดียวกันหรือไม่ ถ้ามีต้องจัดการ ถ้าไม่มีต้องทำให้แน่ใจว่าระบบของเราป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้อีก”
มท.4 ย้ำว่า “กวาดบ้านกลางกรุง” ไม่ใช่การกวาดเพื่อให้เป็นข่าว แต่เป็นการกวาดเพื่อให้ระบบสะอาดขึ้น และต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่า ระบบทะเบียนของรัฐจะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของขบวนการทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
“กวาดบ้าน ไม่ใช่กวาดแค่จุดเกิดเหตุ แต่ต้องกวาดให้ถึงต้นตอ — สาวให้ถึงคน ปิดให้ถึงช่องโหว่ และทำให้เกิดซ้ำไม่ได้” มท.4 กล่าว
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 842/2569 วันที่ 19 ส.ค. 2569
