วันนี้ (4 ก.ย. 69) เวลา 13.30 น. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) และมอบนโยบายการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล ในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 3 ภาคใต้ โดยมี นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอ ในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด เข้าร่วม ณ โรงแรมคริสตัส หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีนโยบายเร่งด่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความมั่นคง เนื่องจากปัจจุบันภัยคุกคามด้านความมั่นคงมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนความเชื่อมั่นของประชาชน การบริหารจัดการด้านความมั่นคงจึงไม่อาจดำเนินการในลักษณะต่างหน่วยต่างปฏิบัติ หรือรอให้เกิดเหตุแล้วจึงเข้าแก้ไขสถานการณ์ดังเช่นในอดีตได้อีกต่อไป และต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดสู่การบริหารความมั่นคงเชิงรุก โดยอาศัยการบูรณาการข้อมูลข่าวสาร การวิเคราะห์สถานการณ์ การประเมินความเสี่ยง และการระดมสรรพกำลังของทุกหน่วยงานในระดับพื้นที่ เพื่อให้สามารถป้องกัน ระงับ และแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า “กระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยกำหนดให้การแก้ไขปัญหาความมั่นคงภายในประเทศเป็นวาระสำคัญ ยึดหลักการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติด้านการป้องกัน การปราบปราม การบังคับใช้กฎหมาย การช่วยเหลือเยียวยา และการดูแลประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และคุณภาพชีวิตของประชาชน
“ภายใต้นโยบายดังกล่าว มีแนวทางการดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 13 ประการ ประกอบด้วย การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินสาธารณะ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ธุรกิจที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) การฟอกเงิน ผู้มีอิทธิพล หนี้นอกระบบ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว การเชื่อมโยงข้อมูลด้านความมั่นคง ปัญหายาเสพติด ความรุนแรงจากอาวุธปืน การควบคุมสถานบริการและใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม การทุจริตทางทะเบียน และปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” นายวรศิษฎ์ กล่าว
เรื่องการปัญหาด้านยาเสพติด ซึ่งในด้านการป้องกันและการจับกุมนั้น เชื่อมั่นว่าทุกหน่วยงานได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังและมีผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้ริเริ่มโครงการนำร่องในพื้นที่จังหวัดสตูล โดยมีแผนดำเนินการคัดกรองกลุ่มผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการรุนแรง รวมถึงผู้ป่วยที่มีภาวะทางจิตเวช ซึ่งแม้จะมีจำนวนไม่มากนักในสังคม แต่กลับเป็นกลุ่มที่สร้างความวิตกกังวลแก่ประชาชนอย่างมาก ปัจจุบันได้สั่งการให้พื้นที่ดำเนินการคัดกรองแล้ว ทั้งนี้ ปัญหาที่พบคือเมื่อผ่านกระบวนการบำบัดแล้ว ผู้ป่วยมักไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมเมื่อกลับคืนสู่ภูมิลำเนา จึงได้เตรียมจัดทำต้นแบบ (Model) เพื่อบริหารจัดการกลุ่มบุคคลดังกล่าว โดยขยายระยะเวลาการบำบัด พร้อมทั้งฝึกอบรมวิชาชีพ และได้หารือร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อจัดหาตำแหน่งงานในพื้นที่อื่น การเปิดโอกาสให้บุคคลกลุ่มนี้ได้ประกอบอาชีพและสร้างคุณค่าในตนเองในสภาพแวดล้อมใหม่ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติสุข ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวใช้งบประมาณไม่มาก และหากบรรลุผลสัมฤทธิ์ก็จะมีการขยายผลต่อไปในอนาคต
เรื่องสถานบริการและโรงแรม ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่รับผิดชอบโดยตรง ที่ผ่านมาปัญหาการประกอบธุรกิจโรงแรมมักถูกละเลยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะปัญหาด้านข้อกฎหมายที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้เท่าทันกับสถานการณ์โลกปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ จังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ ยังคงพบปัญหาเรื่องใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ มิได้เป็นการตำหนิหน่วยงานหรือบุคลากรใด ๆ เนื่องจากสาเหตุหลักเกิดจากข้อกฎหมายที่ยังไม่สอดคล้องกับบริบทในปัจจุบัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมและปรับปรุงแก้ไขข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเชื่อมั่นว่าเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ สถานประกอบการกว่าร้อยละ 60-70 จะสามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนสถานประกอบการที่จงใจหลีกเลี่ยง จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในลำดับต่อไป ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการ แต่เชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างแน่นอน
เรื่องการทุจริตทางทะเบียน รูปแบบของภัยคุกคามได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต ปัจจุบันการแทรกแซงมักเริ่มต้นจากการใช้ช่องโหว่ทางทะเบียนราษฎรเพื่อเข้ามาแสวงหาประโยชน์ เช่น การสวมสิทธิ์บุคคลประเภทบัตรประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 0, 7, 6 รวมถึงกลุ่มบุคคลที่มีรหัส G หรือแม้แต่การแจ้งสถานะบิดามารดาอันเป็นเท็จ ปัญหาเหล่านี้ถูกปล่อยปละละเลยมาอย่างยาวนาน ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงขอเน้นย้ำให้กรมการปกครองและกระทรวงมหาดไทยร่วมกันกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอัตราการสวมสิทธิ์ที่เพิ่มสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบและริดรอนโอกาสของประชาชนชาวไทยโดยตรง
สำหรับปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นวาระสำคัญและมีความซับซ้อนเชิงพื้นที่ แม้จะเป็นภารกิจที่ท้าทาย แต่เชื่อมั่นในศักยภาพของหน่วยงานสังกัดกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านความมั่นคงทุกภาคส่วน
นายวรศิษฎ์ กล่าวเน้นย้ำว่า ขอเป็นกำลังใจและพร้อมให้การสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทุกท่านอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ซึ่งในปัจจุบันปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ดังเช่นการบูรณาการกำลังในการปราบปรามการสวมสิทธิ์ทะเบียนราษฎร ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ช., สำนักงาน ป.ป.ท., กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงาน ปปง.
การประสานความร่วมมือในลักษณะนี้จะทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้นในอนาคต จากเดิมที่แต่ละหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ตามขอบเขตอำนาจของตน ซึ่งมีประสิทธิภาพในระดับหนึ่งอยู่แล้ว เมื่อเกิดการบูรณาการร่วมกัน ประสิทธิภาพในการดำเนินงานย่อมทวีคูณ แนวทางการทำงานในอนาคตจึงมุ่งเน้นการจับคู่ความร่วมมืออย่างใกล้ชิด กระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด และนายอำเภอร่วมกับผู้กำกับการสถานีตำรวจ
“หากทุกภาคส่วนผนึกกำลังกันอย่างเข้มแข็ง มีแนวทางที่ชัดเจนไปในทิศทางเดียวกัน และใช้ฐานข้อมูลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการแก้ไขปัญหาของประเทศจะประสบความสำเร็จ ท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ข้าราชการทุกท่านในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อดูแลประชาชนให้มีความมั่นคงปลอดภัยและบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาดต่อไป“ นายวรศิษฎ์ กล่าวในช่วงท้าย
กองสารนิเทศ สป.มท.
ครั้งที่ 951/2569 วันที่ 4 ก.ย. 69
